Unlock Leadership Potential(1)
[Date : 8 March 2016 ]
 
พลังแห่งความรักของผู้นำในการสร้าง Customer และ Employee Engagement(3)
[Date : 24 February 2016 ]
 
พลังแห่งความรักของผู้นำ Leading with power of love (2)
[Date : 17 February 2015 ]
 
พลังแห่งการสื่อสารของผู้นำ
 

พลังแห่งการสื่อสารของผู้นำ




     การสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของความคิด คำพูดและการกระทำเป็นกระบวนการประสานพลังในการสื่อสารที่สำคัญของผู้นำเพราะถ้าผู้นำคิดไปทางหนึ่ง พูดไปอย่างหนึ่งและกระทำไปอีกทางหนึ่ง จะสร้างความยากลำบากและความสับสนในการสื่อสารเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่จะเดินตาม

    ผู้เขียนจัดหลักสูตร SMILE@Hi-Impact Communication ซึ่งเป็นหลักสูตรที่จะสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในการสื่อสารให้เกิดพลังดึงดูดที่จะโน้มนาวจิตใจผู้คนที่อยู่รอบข้างเดินตามด้วยรอยยิ้มของทั้งสมองและหัวใจ ปกติแล้วผู้เขียนจะเริ่มด้วยการให้ผู้เข้าร่วมโครงการสื่อสารด้วยการขายตัวเองในเวลา 1 นาทีและต้องให้โน้มน้าวจิตใจให้ผู้เข้าร่วมหลักสูตรด้วยกันซื้อให้ได้

    ถ้าพูดถึงการขายตัวเองแล้วน่าจะเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดเพราะไม่มีใครรู้จักตัวเราเท่ากับตัวเราเอง แต่ที่ทำให้ยากก็คือเวลาที่จำกัดใน 1 นาทีเพราะแต่ละคนจะมีสิ่งดีๆมากมายในชีวิตจนไม่สามารถที่จะย่นย่อความดีมาพูดให้หมดได้ในเวลาอันสั้น เมื่อความคิดไม่ชัดและสับสนการส่งสัญญานออกมาก็จะไม่คมชัดและขาดพลังอำนาจในการโน้มน้าวใจคนได้

    ผู้เขียนมักจะมีหลักการในการสร้างพลังแห่งการสื่อสารโดยใช้หลักการที่เรียกว่า P-O-W-E-R นั่นก็คือ

    1. เป้าหมายของการสื่อสาร (P-Purpose) สิ่งแรกที่สำคัญในการสร้างพลังในการสื่อสารก็คือเป้าหมายที่ชัดเจนว่าสื่อสารไปเพื่ออะไร อะไรคือสิ่งที่ฉันอยากได้ อะไรคือสิ่งที่อยากให้ผู้ฟังทำหลังจากสื่อสารเสร็จ เพราะถ้าเป้าหมายไม่ชัดเจน พลังของความคิดที่จะดึงเอาเรื่องราวและข้อมูลที่จะมาสื่อสารก็จะไม่ชัดตามไปด้วย หลายคนสื่อสารด้วยข้อมูลที่เยอะมากแต่หาแก่นในการโน้มน้าวจิตใจไม่ได้

    2. คิดอย่างเป็นระบบ (O-Organize thinking) เมื่อเป้าหมายชัดว่าเราจะสื่อสารไปเพื่ออะไรจะทำให้เรามองเห็นเป้าหมายในการโน้มน้าวจิตใจชัดเจน สิ่งที่สำคัญต่อมาก็คือแก่นของการเรียบเรียงเนื้อหาในการสื่อสารก็ต้องมีความคิดอย่างเป็นระบบเพราะถ้าคิดไม่คมชัด เราก็จะเกิดความวกวนในการสื่อสาร

    หลายครั้งการศึกษาบ้านเราไม่ได้เน้นวิชาย่อความมากมายนัก แต่จริงๆ แล้ววิชานี้เป็นหัวใจหลักในการสร้างสรรค์การตกผลึกทางความคิด การย่อความเก่งจากข้อมูลที่หลายหลายและสามารถประมวลให้เกิดเป็น 3 แก่นหลักในการสื่อสาร (Bullet of 3) จะทำให้สมองซีกซ้ายของเราสามารถจำได้ง่ายในขณะเดียวกันสมองของผู้ฟังก็สามารถจะจำและเรียบเรียงเอาคำพูดของเราออกมาจากหน่วยความจำได้ง่ายเช่นเดียวกัน

    ในตัวอย่างที่ผู้เขียนยกมาตอนต้นถึงการขายตัวเองนั้น ปกติเราจะมีเรื่องราวดีๆเกี่ยวกับตัวเองเยอะมาก ถ้าเราไม่มีเป้าหมายให้ชัดว่าเราต้องการขายตัวเราในมุมไหนและอยากให้ผู้ซื้อได้รับคุณค่าอะไร จะทำให้เราไม่สามารถสร้างความคมชัดในการสื่อสารได้ ยิ่งภายใต้เวลาที่จำกัดแล้วด้วยเรามักจะมีเรื่องพูดเยอะแต่หาแก่นในการพูดอย่างไม่คมชัด การใช้แก่นหลัก 3 ประการจะทำให้เราเรียบเรียงเนื้อของการสื่อสารและสามารถประเมินเวลาของการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย เช่นในหนึ่งนาทีเราสามารถแบ่ง 3 แก่นของความสามารถที่เราจะสื่อสารโดยประเมินการพูดไว้แก่นละ 15 วินาที รวมกัน 3 แก่น  ก็ 45 วินาที มีเวลา เหลือ 15 วินาทีสำหรับการเปิดและปิดการขาย การคิดชัดอย่างเป็นระบบยังช่วยทำให้เราเกิดความมั่นใจในเนื้อหาและการใช้เวลาอย่างมีคุณค่าด้วย  การตกผลึกทางความคิดยังทำให้เราสามารถสื่อสารไม่ใช้แค่คำพูดเท่านั้นแต่ทั้งสมองและหัวใจก็ยังจะส่งสัญญาณไปในทิศทางเดียวกันด้วย ผู้นำที่ประสบความสำเร็จ มักจะให้เวลากับความสำคัญในกระบวนการตกผลึกทางความคิดมาก

 
    3. รู้จักผู้ฟังและประโยชน์ที่เขาจะได้รับ (W-Win-Win Audience) เมื่อความคิดชัดอย่างเป็นระบบ เราก็จะพร้อมที่จะสื่อสารความคิดของเราออกไป เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจผู้ฟังว่าเป็นคนประเภทไหน ชอบฟังการสื่อสารในรูปแบบใดและสิ่งที่เราจะสื่อสารออกไปจะทำให้เขาได้ประโยชน์อะไร เพราะถ้าเราเข้าใจเขาดีกว่าเขาเข้าใจตัวเองเราก็จะสื่อสารเข้าไปทั้งในสมองและหัวใจเข้าได้ง่าย ยิ่งประโยชน์ที่เขาได้รับและสิ่งที่เราจะได้รับได้รับประโยชน์สามารถประสานและเกื้อกูลกันได้แล้วหละก็ พลังของการโน้มน้าวความคิดก็จะเปิดกว้างในการยอมรับความคิดใหม่ๆ

   4. โยงรูปแบบการสื่อสารอย่างรู้ใจ (Engage head and heart)  เมื่อเราเข้าใจผู้ฟังและเราตกผลึกในเนื้อความคิดและเรื่องราวที่จะสื่อสาร การโยงใยรูปแบบการสื่อสารให้เข้าไปในสมองและจิตใจของผู้ฟังเป็นศิลปะที่สำคัญ ผู้เขียนมักจะโยงใยรูปแบบการสื่อสารด้วยการเข้าใจความถนัดเชิงอัจฉริยภาพของผู้ฟัง ถ้าเราเป็นนักจิตนาการ การสร้างอุปมาอุปมัยเป็นแรงกระตุ้นในความสนใจ แต่ถ้าเป็นนักวิเคราะห์ ตัวเลข ข้อมูล เป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์สนใจ สำหรับนักปฎิบัติแล้วหละก็รายละเอียดของการลงมือทำจะทำให้เขาหูผึ่ง ในขณะที่นักประสาน ความรู้สึกทางใจจะเป็นตัวโยงใยที่มีประสิทธิ์ภาพ

     5. สรุปประเด็นด้วยการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง (Recap with action)  สิ่งที่นักสื่อสารที่ดีไม่ลืมก็คือต้องสรุปประเด็นเพื่อให้เกิดรอยสักในสมองของผู้ฟังและสามารถจดจำด้วยการกระทำเป็นตัวอย่างหรือไม่ลืมยกตัวอย่างเรื่องราวจริงๆ ที่สร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาที่ทำให้แนวคิดเป็นรูปธรรม ดังคำพูดที่ว่า Action speaks louder than word หรือ การกระทำสื่อสารได้ชัดเจนกว่าคำพูด     



โดย อาจารย์กฤษณ์ รุยาพร  E-mail : kris@e-apic.com, Mobile 081-617-7785 

บทความได้รับการเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์


Home    l    About Us    l    Education Program    l    Consulting    l    Clients    l    Online Test
Books & Multi    l    Apic Leadership Review    l    Contact Us