เมื่อเกิดวิกฤตการทางเศรษฐกิจ หลายคนจะปล่อยตัวให้ล่องลอยไปตามยถากรรมของกระแสการเปลี่ยนแปลง วิกฤตสร้างโอกาสได้เสมอหากเราสามารถปรับกรอบความคิดเพื่อสะกิดความเก่งให้เกิดดุยภาพกับกระแสความจริงที่ผกผันอยู่ภายนอก คุณพร้อมที่สร้างพลังในการนำฝ่าวิกฤตหรือยัง

กรอบความคิดเปรียบเสมือนแว่นตาในการมองโลก ถ้าเรามีแว่นตาที่คมชัดเราก็สามารถมองเห็นสภาวะที่แท้จริงของการผันผวนที่อยู่ล้อมรอบตัวเราพร้อมทั้งเห็นความสามารถที่อยู่ภายในที่สามารถก่อให้เกิดประโชยน์และคุณค่าที่แท้จริงในการสร้างทางเดินสู่ความสำเร็จอย่างมีความสุข วิกฤตสร้างโอกาสให้เราเสมอถ้าเรามีมุมมองในการแสวงหา การบริหารดุลยภาพของกรอบความคิดกับกระแสการเปลี่ยนแปลงเป็นศิลปะที่สำคัญของผู้นำในการใช้ EQ และ IQ เพื่อการผสมผสานความเก่งและความรู้สึกตลอดจนความต้องการที่แท้จริงในการฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

กรอบความคิดเปรียบเสมือนแว่นตาในการมองโลก

กรอบความคิดเป็นสิ่งที่คนและองค์กรสั่งสมประสบการณ์ในการมองโลกและสร้างเป็นเสมือนแว่นตาที่ทำให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆตามกรอบที่เราสร้างขึ้นมา กรอบความคิดนี้เป็นสิ่งที่แยกระหว่างผู้ที่กล้าที่จะลิขิตชีวิตและมีความเป็นผู้นำ กับผู้ที่เมื่อเจอวิกฤตก็ยอมรับสภาวะกดดันที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่ได้ต่อสู้หรือหาความคิดสร้างสรรค์ในการหาคำตอบให้ชีวิต ผู้เขียนเองเคยมีโอกาสไปทำการศึกษาและวิจัยร่วมกับคณะอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย Massachusetts Institute of Technology (MIT) ที่ Boston ประเทศสหรัฐอเมริกา ถึงบันไดในการสร้างกรอบความคิดของคนเราว่ามีองค์ประกอบสำคัญอะไรบ้างในการกำกับพฤติกรรมของคนโดยเฉพาะการพัฒนาผู้นำให้มีการเปลี่ยนแปลงตัวเอง
จุดแรกที่สำคัญที่สุดก็คือการพัฒนากรอบความคิดให้มีมุมมองในการมองอย่างมีดุลยภาพที่ถูกต้องระหว่างความเชื่อภายในกับกระแสการเปลี่ยนแปลงภายนอก เมื่อเราสร้างกรอบความคิดของเราขึ้นมา เราก็จะเริ่มใช้กรอบความคิดในการกรองข้อมูลที่เราอยากจะมองจากพื้นฐานของข้อมูลที่มีอยู่ทั่วไป ให้ความหมายข้อมูลเหล่านั้นตามประสบการณ์ที่เราเคยมีมาในอดีต กำหนดเป็นข้อสรุปตอกย้ำความเชื่อแล้วสร้างเป็นกรอบความคิดของเราขึ้นมาดั่งปันไดกรอบการสร้างความคิดในรูป 1.1

รูป 1.1 บันไดในการสร้างกรอบความคิด

กรอบความคิดในการผสมผสาน IQ และ EQ จุดผกผันที่สำคัญ

ยิ่งถ้าคนที่มี IQ สูงสมองจะสามารถจะขึ้นบันไดกรอบความคิดได้เร็วกว่าคนที่มี IQ ที่ต่ำกว่า ทำให้คน IQ สูงจะพบกับความยากลำบากในการประสานกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ภายนอกเพราะจะยึดติดความเชื่อหรืออัตตาที่มีอยู่ภายในกรอบความคิด สำหรับคนที่มี EQ สูงจะสามารถประสานความคิดและความรู้สึกจากข้อเท็จจริงและข้อมูลจากบุคคลรอบข้างและสามรถปรับกรอบความคิดตามสถานะการณ์และความเป็นจริงที่ผันแปรได้ดี ยิ่งถ้ามีทั้ง EQ และ IQ สูงด้วยก็ยิ่งที่ให้มีจุดยืนในการปะสานสานได้เป็นอย่างดีเพราะสามารถที่จะนำความเก่งที่มีอยู่ภายในมาประสานกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงจริงที่เกิดขึ้นรอบตัวเราพร้อมทั้งสร้างกรอบความคิดอย่างมีดุลยภาพ
สิ่งที่สำคัญมากในการบริหารการเปลี่ยนแปลงคือกรอบความคิดในการประสานและสร้างสมดุลย์กับการเปลี่ยนแปลงที่อยู่รอบตัวเรา สิ่งแรกที่ต้องทำในช่วงการเจอสภาวะวิกฤตก็คือมีสติหยุดคิดและหันกลับมามองใหม่ว่าทำไมชีวิตของเราวันนี้ถึงมาอยู่ที่จุดๆนี้ มีความสามารถที่แท้จริงอะไรที่เรามีอยู่ภายในตัวเราหรือองค์กรของเราที่ถ้าเราปรับทิศทางและเป้าหมายเรายังสามารถสร้างความโดดเด่นและเป็นที่ต้องการไม่ว่ากระแสการเปลี่ยนแปลงจะเป็นเช่นไร วิกฤตสร้างโอกาสถ้าเราสร้างมุมมองในการแสวงหา มีคนอยู่สองประเภทด้วยกันประเภทหนึ่งก็คือชีวิตของข้า ข้ากำหนด กับอีกประเภทก็คือ ชีวิตนั้นลิขิตเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคชะตาและสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนดตั้งแต่เกิดมาคุณพ่อคุณแม่ก็ให้พันธุ์กรรมที่ทำให้เรามีรูปร่างหน้าตาอย่างปัจจุบันนี้แล้วเราจะไปเลือกทางเดินได้อย่างไร บ้างก็บอกว่าผมไม่ใช่คนที่เกิดจากชาติตระกูลที่ดีและผมจะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร หรือเมื่อเศรษฐกิจไม่ดีอย่าไปขนขวายดีกว่าเพราะทำไปก็สวนกระแส ผู้ที่คิดว่าชีวิตเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้และมีกรอบความคิดโดยปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม ชีวิตจะดีก็เมื่อภาวะเศรษฐกิจข้างนอกดี แต่ในทางกลับกันถ้าข้างนอกเลวร้ายเราก็อย่าไปพยายามทำอะไร งอมืองอเท้าไปตามกระแสคลื่นลมดีกว่า ความต่างของกรอบความคิดระหว่างคนที่ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรมกับคนที่มีมุมมองว่าไม่ว่าพื้นฐานของชีวิตเราจะเกิดมาอย่างไรแต่ผู้ที่จะสร้างความแตกต่างก็คือตัวเราเองที่จะหมั่นสร้างสมความดีความเก่งและใช้สิ่งเหล่านั้นเป็นตัวผลักดันชีวิตไปตามเป้าที่เราวางเอาไว้ไม่ว่าคลื่นลมจะมาส่งท้ายเราหรือไม่ ผู้ที่มีกรอบความคิดอย่างหลังมักจะผลักดันตัวเองให้เกิดการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งในทิศทางที่เขาเหล่านั้นเป็นผู้กำหนด ในสภาวะวิกฤตไม่ว่าจะเกิดขึ้นหลังสงครามโลกหรือช่วงสภาวะการถดถอยหรือชะงักงันของเศรษฐกิจมักจะเกิดการผกผันขึ้นเสมอนั่น ผู้ที่รู้จักความเก่งของตัวเองและสามารถจับกระแสทางลมของการเปลี่ยนแปลงได้มักจะเปลี่ยนสภาพกลายเป็นผู้นำและผู้ประสบความสำเร็จ ในขณะที่คนที่ไม่รู้จักพื้นฐานของเป้าหมายว่าจะไปไหนและไม่รู้จักความสามารถมักจะหลงทางและหาที่กลับไม่ได้

การบริหารความสมดุลย์ของกรอบความคิดกับกระแสการเปลี่ยนแปลง

ถ้าเปรียบเทียบการเดินทางในสภาวะปัจจุบันก็เสมือนการแล่นเรือใบในทะเล ในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่ลมจะส่งท้ายทำให้เราสามารถแล่นเรือได้อย่างสบายโดยแทบไม่ต้องออกแรงของเราเลย แต่เมื่อพัดเปลี่ยนทิศทางและต้านแรงเรือที่กำลังแล่นไปทำให้ต้องกลับมาพิจารณาและวิเคราะห์ว่าเรายังต้องการไปในทิศทางเดิมหรือไม่หรือยังมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าเดิมไหมที่เราสามารถใช้ความเก่งและความสามารถของเราได้อย่างชาญฉลาด ถ้าเรารู้ว่าเราต้องการไปที่ใดเราก็คงต้องหาศิลปะในการขับเรือที่จะใช้ลมที่ต้านให้เป็นแรงส่ง ข้อที่น่าสังเกตก็คือหลายท่านที่ไม่รู้ว่ากำลังจะเดินทางไปไหนกันก็แล่นเรือไปตามกระแสลมที่พัดไป ถ้าเราไม่ลิขิตทางเดินของเราเองในที่สุดลมก็จะพาไปในทิศทางที่เกิดขึ้นตามสิ่งแวดล้อมภายนอกซึ่งบางครั้งมันอาจจะพัดเราไปในที่ๆเราไม่อยากไปหรือบางครั้งมันพัดเราไปเกยตื้นหรือซัดกับโขดหินและอัปปางลง

ถ้าเราสังเกตนักแล่นเรือใบที่เก่งเขาจะกำหนดเส้นทางการเดินเรืออย่างละเอียดเสมอก่อนที่จะออกเรือเพื่อที่จะสามารถตรวจสอบได้อย่างเสมอว่าเราไปในทิศทางที่ถูกต้องไหมและเมื่อแล่นเรือออกไปสามารถที่จะนำเอาเป้าหมายเหล่านั้นนำร่อง ให้ทุกคนในเรือที่มีหน้าที่ต่างๆกันสามารถที่จะประสานพลังของทุกคนเพื่อผลักดันให้เรือไปในทิศทางที่ถูกต้อง ถ้าเรายังไม่เด่นชัดในทิศทางไม่ว่าจะไปในทิศทางไหนเราก็ไม่สามารถจะบอกได้ว่าเรามาถึงจุดที่เราอยากจะไปหรือเปล่าเพราะอาจจะยังไม่รู้เลยว่าเราได้มาถึงแล้วหรือยังและที่สำคัญไปกว่านั้นเมื่อมีโอกาสทองผ่านเข้ามาในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงเราอาจจะไม่สามารถรับรู้สัญญาณว่ามันเป็นโอกาสทองเพราะเราไม่มีเป้าประสงค์ในการใช้มันดุจดังนักแล่นเรือใบเก่งที่สามารถใช้กระแสลมที่ปรับเปลี่ยนมาเป็นแรงลมที่เสริมท้ายได้อยู่เสมอ
ผู้ที่ประสบความสำเร็จมักจะมีกรอบความคิดในการกำหนดมุมมองในทิศทางที่จะไปแม้ลมจะไม่เป็นไปตามที่เขาวางไว้แต่เขาสามารถจะเดินเรือสลับฟันปลาในการใช้กระแสลมมาช่วยแม้จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ก็ยังดีกว่าไปตามยถากรรมตลอดจนการใช้เป้าหมายซึ่งเปรียบเสมือนดาวเหนือของชีวิตเป็นตัวกำกับการเดินทาง

ดุลยภาพของกรอบความคิดองค์กรในการฝ่าวิกฤต

การสร้างกรอบความคิดในการกำหนดภาพชีวิตของตนเองหรือองค์กรที่เราอยู่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับศูนย์ของความคิดให้เกิดความสมดุลย์กับธรรมชาติที่เกิดขึ้นรอบๆตัวเรา การเรียนรู้ในการปรับตัวนี้เป็นธรรมชาติของสิ่งที่มีชีวิตที่สร้างวงจรของการปรับตัวให้เกิดสมดุลย์ขึ้นมิเช่นนั้นก็อาจทำให้เกิดการสูญพันธ์เช่นไดโนเสาร์ในอดีต ถ้าเราพูดถึงกรอบความคิดขององค์กรก็มิได้ต่างอะไรจากกรอบความคิดของระดับบุคคลเพราะในแง่ขององค์กรแล้วผู้นำองค์กรมักจะเป็นผู้กำหนดกรอบความคิดในการฝ่าวิกฤตของแนวนโยบาย กลยุทธตลอดจนสินค้าและบริการที่องค์กรจะพัฒนาขึ้น

ผู้เขียนเองเคยมีประสบการณ์มาในองค์กรข้ามชาติอย่าง IBM ซึ่งเคยในอดีตได้ชื่อว่าเป็น IQ Organization มีคนเก่งและมีทรัพย์สินทางปัญญามากมายในองค์กรแต่มีการติดยึดกับกรอบความคิดที่มองเห็นว่าความคิดของตัวเองเป็นใหญ่แต่มิได้ปรับกรอบให้เข้ากับกระแสของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัวโดยเฉพาะการปรับโครงสร้างในธุรกิจคอมพิวเตอร์ที่คอมพิวเตอร์ ขนาดเล็กและธุรกิจบริการที่มีบทบาทมากขึ้น ในขณะที่ IBM ยังมีมีกรอบความคิดในการลงทุนในเครื่องขนาดใหญ่มากขึ้นซึ่งการยึดติดตรงนี้นำมาถึงความมุ่งมั่นลงทุนในโครงสร้างที่ไม่เกิดรายได้ทำให้เกิดการขาดทุนมหาศาล แต่เมื่อผู้บริหารเน้นถึงความสำคัญในการปรับมุมมองในการการประสาน IQ ที่โดดเด่นของความสามารถภายในด้วยการใช้ EQ ในการรับความรู้สึกของความต้องการกับลูกค้าอย่างแท้จริงเพื่อสร้างดุลยภาพของกรอบความคิดขององค์กรแล้วกระแสของความสมดุลย์เริ่มเกิดขึ้นผลกำไรและการประกอบการเริ่มไหลเข้ามาทำให้ปัจจุบันนี้ IBM กลับกลายเป็นบริษัทชั้นนำในโลกที่มีทั้งผลประกอบการ กำไรและราคาหุ้นในอันดับต้นๆหลังจากการปรับความคิดในการมองนโยบายใหม่ให้ถูกต้องกับกระแสที่เปลี่ยนแปลง
ในคราวหน้าเราคงจะมาเจาะลึกถึงวิธีการที่องค์กรชั้นนำใช้พัฒนามืออาชีพและผู้จัดการเพื่อเปิดกรอบความคิดในการเรียนรู้และสร้างอัจฉริยภาพผู้นำในยุคโลกาภิวัฒน์

ข้อคิด

กรอบความคิดเปรียบเสมือนมุมมองที่สำคัญที่ถ้าผู้ที่ต้องเผชิญวิกฤตการณ์สามารถใช้เวลาในการหยุดพิจารณ์ไตร่ตรองหาดุลยภาพของความสามารถและกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ถูกต้อง เขาจะสามารถมีทางเลือกที่สร้างสรรค์ในการกำหนดเส้นทางเดินที่มีคุณค่าและความหมายที่ดีกว่าเดิมฝ่าวิกฤตดุจคำที่ว่า "เมื่อคนเปลี่ยนกรอบความคิดคนก็เปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิต"

กรอบความคิดในการนำฝ่าวิกฤต