APIC Leadership Series 2000

http://www.e-apic.com, Tel.  714-4462

การเป็น Coach
ในการเจียระไนอัจฉริยภาพส่วนบุคคลกรสู่องค์กรอัจฉริยะ

การพัฒนาอัจฉริยภาพก็เปรียบเสมือนการพัฒนาความสามารถในการเล่นกีฬาที่ผู้เล่นแต่ละคนจำเป็นที่จะต้องสร้างสมความสามารถและประสานความสามารถนั้นให้ออกมาเป็นความสามารถของทีมงาน  หน้าที่ของ Coach ก็คือเป็นกัลยานิมิตที่เปรียบเสมือนกระจกที่คอยสะท้อนให้ผู้เล่นได้เห็นถึงมุมที่โดดเด่น และมุมด้อยที่เจ้าตัวเองอาจจะมองไม่เห็นหรือมองข้ามไปรวมทั้งเป็นผู้ที่ช่วยกำหนดสถาปัตยกรรมในการสร้างบรรยากาศและค่านิยมที่เหมาะสมในการต่อยอดความสามารถของแต่ละคนให้กลายเป็นภูมิปัญหาของทีมงานที่สร้างผลงานที่เจิดจรัส
         
ในการสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการสร้างบุคลากรที่สามารถจะต่อสู้กับสภาวะผันผวนที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว  จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความสามารถในการวิเคราะห์  พัฒนาความสามารถและทักษะอยู่ตลอดเวลา  พื้นฐานเหล่านี้เป็นวุฒิภาวะของผู้นำที่ต้องขวนขวายเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา  เนื่องจากความรู้ทางด้านเทคนิคและเทคโนโลยีนั้นปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วทำให้ความรู้ที่เคยมีอยู่อาจจะกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัย

ถ้ามิได้มีการขนขวายหาความรู้ใหม่เพื่อให้ทันกระแสที่หมุนอยู่รอบตัวเรา  แต่ในบางครั้งการที่จะมองการพัฒนาจากมุมของตัวเราอย่างเดียวอาจจะมีข้อจำกัด  หากเจ้าตัวไม่มีประสบการณ์ที่เคยมองเห็นความรู้ที่ต้องการในการปรับตัวในยุคโลกาภิวัฒน์

บันไดสี่ขั้นสู่กระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการ
       
ผู้เขียนเองเคยเป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาทักษะชององค์กรอัจฉริยะข้ามชาติอย่าง
Microsoft, Pfizer, IBM ซึ่งในการปรับตัวของบุคลากรในองค์กรเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องมีพื้นฐานที่ม Hi-bandwidth นั่นก็คือ  ต้องเปิดภาครับของการเรียนรู้ดุจดังภาครับของวิทยุที่มีคลื่นรับที่กว้าง  พร้อมทั้งมีความขนขวายและสนุกกับกระแสของการเปลี่ยนแปลงอยู่

ตลอดเวลา  ในขณะที่องค์กรแบบไทย ๆ ที่ต้องการปรับตัวให้เท่าเทียมและสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติจำเป็นที่จะต้องปรับพื้นฐานแนวความคิดของบุคคลากรให้เท่าทันกับธุรกิจข้ามชาติ  ผู้เขียนเองพบว่าบางครั้งผู้บริหารที่ไม่มีประสบการณ์กับบริษัทข้ามชาติจำเป็นที่จะต้องมีพี่เลี้ยงเพื่อเป็นกระจกสะท้อนถึงสิ่งที่ตัวเองมีศักยภาพอยู่ในตัวตลอด  อีกทั้งสามารถที่จะเข้าใจจุดอ่อนที่ต้องพัฒนา  โดยกระบวนการแห่งการเรียนรู้นั้นมีอยู่ 4 ขั้นตอนด้วยกันดังในรูป ที่ 1
         
ซึ่งบางครั้งเมื่อเจ้าตัวไม่เคยมีประสบการณ์ทำให้เจ้าตัวจะอยู่ในขั้น Unconscious Incompetence นั่นก็คือไม่รู้ตัวว่าไม่รู้อะไร  บางครั้งการสร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์นั้นสำคัญในการเปิดโลกทัศน์ในการพัฒนา

 

ไม่รู้ตัวว่าไม่รู้อะไร Unconscious Incompetence

รู้ตัวว่าไม่รู้อะไร Conscious Incompetence

รู้ตัวและมีสติกำกับจึงแสดงความสามารถ Conscious competence

ใช้ความสามารถที่มีได้อย่างธรรมชาติ Unconscious competence

บันไดสี่ขั้นสู่กระบวนการเรียนรู้ (Four States of learning process)


Copyright reserved by Kris Ruyaporn, Asia Pacific Innovation Center Co.,ltd. 
Article :
อะไรสร้างวุฒิภาวะของผู้นำในการบริหารความผกผันของการเปลี่ยนแปลง

ลูกค้าหลายรายของผู้เขียนเองได้จัดตั้งสมาคมศิษย์เก่าของศูนย์เอเซีย แปซิฟิก อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ ซึ่งได้เชิญ Thought Leader หรือนักคิดชั้นนำจากทั่วโลก เช่นเมื่อเดือนที่แล้วได้ Dr.Nanty Meyer  Director ของ Executive Education จากมหาวิทยาลัย Berkeley ผู้ซึ่งสามารถทำให้ศูนย์กลายเป็นอันดับหนึ่งของการพัฒนาผู้บริหารระดับสูงในอเมริกามาเป็นวิทยากรกิตติมศักดิ์ในหัวข้อ Strategic thinking : Scenario based planning โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรชั้นนำเช่น Shell, PQ Chemicals, Security Analysts association, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, การบินไทย, การเคหะแห่งชาติ, QAD, I&I , ABCN, Platinum Technology, Leo group of companies เป็นต้น โดยมีโอกาสแลกเปลี่ยนแนวความคิดในการมองสภาพสภาวะเศรษฐกิจในระดับนานาชาติในแง่มุมที่หลากหลาย  สิ่งที่สำคัญในการพัฒนาก็คือการเปลี่ยนแนวความคิดจากการที่ตัวเรารู้หมดทุกอย่างนั่นก็คือ

Unconscious incompetence ให้กลายเป็น Conscious Incompetence นั่นก็คือจากน้ำชาเต็มแก้วเป็นมุมมองในการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ
          การเป็น
Coach นั้นขบวนการในการเรียนรู้ในบันไดขั้นแรกนั้นสำคัญมาก  เพราะถ้าผู้บริหารหรือบุคคลากรในองค์กรไม่เปลี่ยนกรอบความคิดในจุดนี้แล้วการแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตัวเองก็จะไม่เกิดขึ้น
          บทบาทที่สำคัญของ
Coach หลังจากที่เปิดโลกทัศน์แล้วจำเป็นที่จะต้องสร้างมุมมองในการพัฒนาที่ถูกต้อง เมื่อเจ้าตัวเริ่มยอมรับว่าตัวเราเองต้องพัฒนา  หน้าที่ของ Coach ต้องให้คำปรึกษาในการเจียระไนความสามารถให้ถูกทางและวางแผนการพัฒนาการอย่างเป็นระบบ  เพราะการพัฒนาการตรงนี้ถ้าสามารถวางแผนให้สอดคล้องกับความต้องการขององค์กรที่วางวิสัยัทัศน์ที่วางไว้ก็จะทำให้การสร้างองค์กรอัจฉริยะเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความหมายกับ

ผู้ที่ต้องการพัฒนาการยิ่งขึ้น  เพราะ Coach จำเป็นต้องสร้างบรรยกาศในการพัฒนาการอย่างสร้างสรรค์ 

การสร้าง Leadership Blueprint เป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับ Coach ในการวางแผนการพัฒนาการ  เพราะสถาปัตย์กรรมในการพัฒนานี้ก็เปรียบเสมือนพิมพ์เขียวในการสร้างบ้าน  ยิ่งสามารถวางได้ชัดเท่าไหร่พลังในการพัฒนาการยิ่งจะเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น  ผู้เขียนเองมองเห็นความสำคัญในการโยงใยความฝันส่วนตัวให้กลายเป็นแบบแผนในการพัฒนาชีวิตและหน้าที่การทำงานเพราะ ทุกคนจะให้ความสำคัญของความฝันของตัวเองทั้งสิ้น  ถ้า Coach สามารถโยงใยความต้องการส่วนบุคคลกับเป้าหมายขององค์กรอย่างชาญฉลาดจะทำให้แผนของการพัฒนาการเต็มไปด้วยความหมายด้วยหัวใจชองผู้ต้องการพัฒนาการอยู่ในนั้น  Coach เองบางครั้งจำเป็นที่จะต้องช่วยขัดสีฉวีวรรณให้ความฝันกลายเป็นวิสัยทัศน์


Copyright reserved by Kris Ruyaporn, Asia Pacific Innovation Center Co.,ltd. 
Article :
อะไรสร้างวุฒิภาวะของผู้นำในการบริหารความผกผันของการเปลี่ยนแปลง

ที่ชัดเจนขึ้น  รวมทั้งต้องทำหน้าที่เป็นกัลยาณิมิตรด้วยการถามคำถามโหด ๆ เพื่อให้เข้าเจ้าตัวเกิดการสะท้อนความคิดและสามารถวิเคราะห์ว่า ทำไมถึงต้องการสิ่งที่ฝัน  ถ้าได้แล้วมีความรู้สึกอย่างไร  ถ้าทำภาพความฝันนั้นสำเร็จแล้วยังต้องการความสำเร็จนั้นอยู่หรือไม่  ตลอดจนความคมชัดของภาพคืออะไรและหนทางที่จะสร้างปัจจัยความสำเร็จคืออะไร รวมทั้งการติดตามผลความสำเร็จ

สร้างวิสัยทัศน์บนพื้นฐานการเจียระไนอัจฉริยภาพที่เหมาะสม
   
     Coach ที่ดีจำเป็นต้องสร้างวิสัยทัศน์บนพื้นฐานของอัจฉริยภาพที่เหมาะสม  เพราะบางครั้งเจ้าของความฝันเองอาจจะมิได้มองพื้นฐานที่เหมาะสม  บางคนตั้งความฝันบนจุดอ่อนของตัวเองซึ่งจะทำให้ความสำเร็จเกิดขึ้นยากเพราะเกิดการต่อยอดบนสิ่งที่ไม่ถนัด  การพัฒนาการบนพื้นฐานที่ไม่ถนัดจะต้องสร้างหยาดเหงื่อและแรงงานมากกว่าการต่อยอดจากพื้นฐานที่ตัวเองถนัด  จากการศึกษาของผู้บริหารในแถบเอเซียแปซิฟิก  ผู้ที่ประสบความสำเร็จจะเป็นผู้ที่รู้จักอัจฉริยภาพที่ตัวเองและจะสร้างความสำเร็จของเป้าหมายด้วยการเจียระไนบนอัจฉริยภาพที่มีอยู่แล้วเปรียบเสมือนการเจียระไนเพชร 
          นักเจียระไนเพชรที่มีชื่อจะมองภาพของพื้นฐานที่มีอยู่แล้วในตัวเพชรเมล็ดนั้นว่ามีน้ำสีอะไร  เพราะคงจะหาเพชรทุกเมล็ดที่ไร้สีนั้นยาก  เพชรตามธรรมชาติจะมีหลายสีหลายเฉกตั้งแต่ขาวใสไร้สีซึ่งหายากและมีค่าที่สุด

ไปถึงสีเฉดต่าง ๆ   เพชรยิ่งมีสีน้อยเท่าไหร่จะสะท้อนประกายไปสีรุ้งบนหน้าเพชรได้งามขึ้นเท่านั้น  สีของเพชรจะเป็น C แรก คือ Color  หลังจากนั้น C ที่สอง ก็คือน้ำหนักหรือ Carat จะเป็นปัจจัยที่สำคัญอันดับสองในการพิจารณา  ปกติแล้วเพชรยิ่งมีขนาดใหญ่ก็ยิ่งหายากและมีราคาแพงกว่าขนาดเล็ก  สำหรับ C ที่สามก็คือ Clarity ความบริสุทธิ์  เพชรส่วนมากจะมีริ้วรอยตำหนิเล็กน้อยเปรียบเสมือนลายมือและเป็นเอกลักษร์ของเพชรแต่ละเม็ด  แต่ว่ายิ่งมีริ้วรอยน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งจะทำให้แสงผ่านได้มากขึ้นทำให้เพชรทอประกายเจิดจ้าระยิบระยับขึ้น  สิ่งที่สำคัญที่สุดที่หลายคนเข้าใจสับสนระหว่างการเจียระไนกับรูปทรงของเพชรก็คือ  การเจียระไนเพชร หรือ C สุดท้าย Cut   การเจียระไนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะสาม C แรกนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติแต่นักเจียระไนมือเอกจะสามารถมองพื้นฐานของทั้งสาม C แรกแล้วจะ Cut หรือเจียระไนให้เกิดการเล่นแสงตลอดจนวางต่ำแหน่งเหลี่ยมมุมให้เพชรเมล็ดนั้นให้ดูดีอยู่ในวงแหวนที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดแสงแพรวพราวระยิบระยับทวีค่ายิ่งขึ้น
          ลูกค้าของผู้เขียนเคยเล่าให้ฟังว่าเขาเคยมีแหวนวงหนึ่งที่มีน้ำออกเหลือง ๆ ซึ่งได้รับมรดกมา  ดูเหมือนเป็นเพชรน้ำไม่งามและดูไม่มีราคาจึงมิได้นำมาใส่ออกงานเนื่องจากดูไม่ค่อยมีค่า  วันหนึ่งได้นำออกฝากขายให้กับทีมที่ปรึกษาของผู้เขียนซึ่งมีประสบการณ์และรู้จัก

นักเจียระไนเพชรฝีมือดี  ที่ปรึกษาคนนั้นได้นำแหวนเพชรวงนั้นไปให้นักเจียระไนเพชรตบแต่งใหม่เมื่อเอากลับมาให้เจ้าของปรากฎว่าเจ้าของจำไม่ได้ว่าเป็นแหวนวงเดิม  เจ้าของคนนั้นถามว่าไปทำอย่างไรจึงดูดี  ที่ปรึกษาผู้นั้นจึงกล่าวว่าเพชรเมล็ดนั้นมีน้ำสีเหลืองซึ่งไปสวมอยู่บนแหวนทองคำขาวทำให้น้ำยิ่งดูเหลืองขึ้นดูไม่มีราคา  นักเจียระไนจึงนำวงแหวนทองมาเป็นพื้นและเจียระไนแต่มุมให้เข้ากับเรือนแหวน  ซึ่งขับทำให้เพชรเมล็ดนั้นกูขาวขึ้นและเมล็ดใหญ่เป็นประกายแวววาวขึ้นดูมีราคาอย่างมาก การเจียระไนคนก็เหมือนกัน  Coach ที่ดีก็เปรียบเสมือนนักเจียระไนมือเอกที่ควรจะหาเหลี่ยมมุมที่วิสัยัทัศน์สามารถที่จะใช้พื้นฐานที่เขามีให้เจิดจรัส  เพื่อบริหารโอกาสที่ผ่านเข้ามาอย่างเหมาะเจาะ และที่สำคัญต้องสามารถที่จะประสานเหลี่ยมคมที่เป็นจุดอ่อนและประสานเหลี่ยมกับทีมงานเพื่อที่จะเจิดจริสร่วมกัน

การสร้างวัฒนธรรมที่จะต้องเคารพความต่างและประสานความสามารถ
       
การสร้างวัฒนธรรมที่จะต้องเคารพความต่างและประสานความสามารถในมิติที่แตกต่างกันจะเป็นพื้นฐานของค่านิยมที่ต้องเป็นโครงสร้างของสถาปัตยกรรมรวมขององค์กร  เพื่อที่จะสร้างบรรยากาศที่สนับสนุนการประสานและการเจริญเติบโตขององค์กร
Coach ของทีมงานก็เปรียบเสมือน Coach ของนักกีฬาที่ต้องเป็นกัลยาณิมิตรที่ดีของกัปตันและทีมทุกคนที่ต้องรู้รูปแบบ


Copyright reserved by Kris Ruyaporn, Asia Pacific Innovation Center Co.,ltd. 
Article :
อะไรสร้างวุฒิภาวะของผู้นำในการบริหารความผกผันของการเปลี่ยนแปลง

ของความถนัดและแนวทางในการประสานงาน  Coach จำเป็นต้องเข้าใจความเร็วของการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจภายนอกเกมการแข่งขันที่จะเล่นและสไตล์ของผู้เล่นของทีมงาน  ผู้เขียนเองมีโอกาสแลกเปลี่ยนแนวความคิดนี้และเป็นที่ปรึกษากับบริษัทในภาคธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศหลายบริษัท  จึงเห็นว่าความแตกต่างในองค์กรแต่ละองค์กรก็มีจังหวะและการประสานในสไตล์ที่แตกต่างกัน  ถ้าสไตล์ Microsoft จะเป็น รูปแบบของดนตรี Jazz ที่ต้องมีความสามารถในการต่อยอด หรือ Improvise มีความคล่องตัวสูงและมีความสามารถเฉพาะตัวสูงรวมทั้งต้องบริหารความขัดแย้งที่เก่ง   ถ้าเป็น Compaq จะเป็นสไตล์ Pop rock นั่นก็คือ มีความเป็นมืออาชีพที่ดุดันแบบ Rock N Roll แต่ต้องมีระบบจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพดุจดังเพลง Pop ที่ต้องพัฒนาตามความนิยมของผู้ฟังเสมอ
          ดังนั้นการพัฒนาการประสานอัจฉริยภาพจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึง Rhythm ภายในองค์กรด้วย  เพราะถ้าบุคคลากรที่เน้นการทำงานเป็นรูปแบบที่แน่นอนอาจจะเจียระไนให้เข้ากับเหลี่ยมมุมของบรรยกาศขององค์กรที่ปรับเปลี่ยนไว้ได้ยากกว่า  บางองค์กรต้องการบุคคลากรที่เป็นผู้ตามที่ดีเปรียบเสมือนเด็กที่ว่านอนสอนง่ายที่เป็นนักทำและผู้ตามที่ดี  ในขณะที่บางองค์กรต้องการให้เกิดการบริหาร Conflict resolution ที่บริหารความต่างเป็นปัญหาหรือ ที่บริหารความต่างเป็นปัญหาหรือ Wisdom ซึ่งเปรียบเสมือนเด็กซน

ที่ต้องการบรรยากาศที่มีการต่อยอดทางความคิด  การบริหารเด็กซนก็ต้องการบรรยากาศที่เปิดกว้างและรับฟังความคิดที่หลากหลาย  แต่ต้องมีความสามารถในการตะล่อมความคิดให้ไปในทิศทางเดียวกัน
          สิ่งที่สำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันสำหรับ
Coach ก็คือการสร้างแนวปฏิบัติและการติดตามผลว่าได้เดินตามไปตามสิ่งที่ออกแบบมา  เพราะถ้าออกแบบสถาปัตยกรรมที่สวยหรูแต่ไม่สามารถสร้างเป็นบ้านที่น่าอยู่อย่างเป็นรูปธรรมได้  จะทำให้ความคิดในการเจียระไนองค์กรอัจฉริยะยังเป็นแค่ความฝันไม่สามารถปฎิบัติเป็นรูปธรรมได้  Coach จำเป็นต้องสร้างระบบการวัดผลที่โยงใยเป้าหมายระยะสั้นส่วนบุคคลกับภาพวิสัยทัศน์รวมของบริษัทระยะยาวเพื่อทำให้การเดินทางไปสู้เป้าหมายมีความรู้สึกประสานพลัง  พร้อมทั้งสามารถวัดความสำเร็จและมีความสนุกร่วมกันในการสร้างฝันให้เป็นความจริง

 

Copyright reserved by Kris Ruyaporn, Asia Pacific Innovation Center Co.,ltd. 
Article :
อะไรสร้างวุฒิภาวะของผู้นำในการบริหารความผกผันของการเปลี่ยนแปลง