|
APIC Leadership Series
2000 |
http://www.e-apic.com,
Tel. 714-4462
|
กลยุทธ์การเจียระไนพลังแห่งอัจฉริยภาพ :
ทักษะของผู้บริหารมืออาชีพในการนำฝ่าวิกฤต
|
|
ในยุคธุรกิจฟองสบู่การใช้ความสามารถที่มีอยู่ในองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุดอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกมองข้าม เพราะฟองสบู่ทำให้เราขาดความสามารถในการประเมินค่าศักยภาพของความเป็นจริงขององค์กรโดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวบุคคลากรทำให้เราไม่จำเป็นที่จะต้องสนใจพลังแห่งอัจฉริยภาพที่สั่งสมอยู่ภายในซึ่งเป็นบ่อเกิดของการสร้างสรรค์แนวนวัตกรรมใหม่
ๆ โดยเฉพาะการสร้างความสามารถในการได้เปรียบการแข่งขันอย่างแท้จริงในการแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดโลก
เมื่อฟองสบู่แตกเราจำเป็นที่จะต้องให้ความใส่ใจมากขึ้นในการเจียระไนสิ่งที่เรามีอยู่ภายในให้เจิดจริสขึ้นมา
เพราะการจะอยู่รอดได้มิใช่เพียงแค่จะพบคู่แข่งขันกันระดับจังหวัดเท่านั้นแต่เราจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้การขับและเจียระไนให้สิ่งที่มีคุณค่าภายในให้สามารถที่จะสร้างความแวววาวในระดับ
world class
หรือระดับโลกทีเดียว
สังเกตดูองค์กรใหญ่ ๆ ที่ลงทุนแตกกิ่งก้านสาขาไปในธุรกิจแขนงต่าง
ๆ โดยที่ตัวเองไม่มีความเชี่ยวชาญ
หรือมิได้มี
|
อัจฉริยภาพที่แท้จริงต่างจำเป็นต้องกกลับมาวิเคราะห์ลู่ทางในการมองวิสัยทัศน์ใหม่และส่วนใหญ่มักจะขายกิจการที่ตัวเองไม่ถนัดทิ้งไปทั้งสิ้นเพราะถ้าไม่เก่งจริง
ๆ
แล้วเราคงจะสู้กับระดับนานาชาติไม่ได้แน่
การพัฒนาความเป็นมืออาชีพนั้นจำเป็นที่จะต้องอาศัยทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้อย่างมั่นใจ
และมีความเชื่อมั่นว่าสามารถจะเจียระไนและขับพลังแห่งอัจฉริยภาพที่มีอยู่ในตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเป็นที่ไว้วางใจกับคนรอบข้างได้ว่าเขาเหล่านั้นเป็นคนมีความสามารถและเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง
แต่การทำอย่างนั้นจำเป็นที่จะมีกระบวนการและวิธีการที่สามารถปฎิบัติและถ่ายทอดให้เกิดเป็นรูปธรรมแบบมืออาชีพด้วยมิใช่แค่บางวันก็ทำได้บางวันก็ทำไม่ได้
ดังนั้นจึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า
|
ทำอย่างไรที่เราสามารถค้นหาและปลดปล่อยพลังแห่งอัจฉริยภาพได้อย่างมืออาชีพดุจดังนักเจียระไนเพชรที่สามารถดึงเอาความแวววาวออกมาได้อย่างจรัสแสงและงดงามและอะไรคือกระบวนการที่สามารถสร้างทักษะในการเจียระไนพลังแห่งอัจแริยภาพเพื่อมาต่อสู้วิกฤตอย่างมืออาชีพอย่างแท้จริง
ผู้เขียนเองได้ทำการวิจัยกระบวนการที่ผู้ประสบความสำเร็จของผู้นำในภาคพื้นเอเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยและได้รวบรวมรายละเอียดของความสามารถตลอดจนพลังแห่งอัจฉริยภาพซึ่งเป็นพลังของผู้นำที่ใช้บริหารกระแสความผกผันฝ่าวิกฤตในการแข่งขันระดับนานาชาติโดยรวบรวมเป็นหนังสือ “พลังแห่งอัจฉริยภาพ”
ซึ่งผู้สนใจสามารถหาซื้อได้จากร้านหนังสือชั้นนำ
หรือสามารถสั่งซื้อผ่านจากทาง People
magazine
กระบวนการที่ผู้นำไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศในภูมิภาค
หรือนักธุรกิจในระดับ International
ตลอดจนระดับ SME
ต่างก็มีกระบวนการการเจียระไนพลังแห่งอัจฉริยภาพที่เรียกว่า
“S-M-I-L-E” ดั่งรูปที่ 1
นั่นก็คือ
|
Copyright reserved
by Kris Ruyaporn, Asia Pacific Innovation Center Co.,ltd.
Article
: อะไรสร้างวุฒิภาวะของผู้นำในการบริหารความผกผันของการเปลี่ยนแปลง
|
รูปที่ 1.
กระบวนการการเจียระไนพลังแห่งอัจฉริยภาพ
“S-M-I-L-E”
S
– Shift
Paradigm
เปลี่ยนกรอบความคิด
M
-Magnify Self
ค้นหาความถนัด
I
–
Innovate Inspiring Vision
สร้างสรรค์วิสัยทัศน์
L
–
Liberate Intelligence
ปลดปล่อยอัจฉริยภาพ
E
–
Enhance Greatness
ขยายฐานพลังแห่งอัจฉริยภาพ |
|
|
ความถนัดที่มีอยู่ในตัวเรา
นั่นก็คือนำเอาแว่นขยายมาค้นหาความถนัดที่ทำให้เราสามารถรู้จักและใช้ความสามารถที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในตัวเราได้อย่างเต็มรูปแบบ
ถ้าเราหมั่นสังเกตดูตัวเราและขยายสิ่งที่เราถนัดพร้อมทั้งรู้จักศักยภาพที่อยู่ภายในของเราอย่างเต็มรูปแบบแล้วจะสร้างความสนุกในการนำเอาสิ่งที่มีอยู่ภายในมาใช้ด้วยแรงขับเคลื่อนที่มีอยู่ในตัวเรา
ถ้าเราสังเกตดูสังคมเราให้ดีหลายคนปล่อยชีวิตให้ล่องลอยไปโดยที่มิได้เคยหันกลับมาดูว่าชีวิตเรานั้นได้ใช้คุณค่าที่มีอยู่ในตัวเองอย่างเต็มที่หรือไม่
บ้างก็ใช้สิ่งที่มีอยู่อย่างครึ่ง ๆ
กลาง ๆ
นั่นก็คือแม้จะรู้ว่าตัวเองเก่งเรื่องหนึ่งแต่กลับเชื่อคนที่อยู่รอบข้างที่ชี้นำให้เขาเหล่านั้นชี้นำเราให้ไปทำงานในสิ่งที่บางที่เราไม่ถนัดเลย
ดังนั้นการรู้จักเหลี่ยมมุมที่เจิดจรัสของชีวิตจึงนั้นเป็นพื้นฐานที่สำคัญ เพราะถ้าเรารู้จักความถนัดของเราจะทำให้เราไม่จำเป็นที่จะต้องเริ่มต้นที่ศูนย์
บางท่านมีแต้มต่อตั้งแต่แรกเกิด บ้างก็พัฒนาเมื่อเติบโตขึ้นมา
แต่สิ่งที่สำคัญก็คือเราได้นำแต้มต่อที่เราชอบนั้นมาใช้ให้เกิดคุณค่าของชีวิตหรือไม่
สมองของเราเป็นตัวกำกับความถนัดซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็นสี่ส่วนใหญ่
ๆ นั่นก็คือ บางคนพัฒนาส่วนส่วนบนซ้ายทำให้เรากลายเป็นนักแก้ปัญหา
ในขณะที่บางคนชอบพัฒนาสมองด้านบนขวานั่นก็คือชอบใช้วิสัยทัศน์
จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์บ้างก็เป็นนักทำที่ดีนั่นก็คือพัฒนาสมองด้านล่างซ้าย
หรือบางคนก็ชอบเป็นผู้ประสานสัมพันธ์ ซึ่งส่วน
|
|
S
- Shift Paradigm สิ่งแรกที่ต้องให้ความสำคัญในการวางกลยุทธ์การเจียระไนพลังแห่งอัจฉริยภาพก็คือ
การปรับเปลี่ยนกรอบความคิดในการสร้างความเชื่อมั่นในการปลุกพลังหรือที่เราเรียกว่า
“การกระชากภวังค์ความคิดที่พยายามจะดึงความสามารถที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในให้มาใช้อย่างเต็มที่” หลายคนมักจะมองตัวเองว่าคำว่าอัจฉริยภาพนั่นมักจะมีอยู่ที่นอกตัวและมักจะพบได้ในคนอื่นที่มิใช่ตัวเรา
เมื่อเรามีความคิดเช่นนี้ตัวเราก็มักจะมองข้ามความคิดในการค้นหาพลังและเจียระไนความดีที่ซ่อนเร้นอยู่ เพราะเมื่อคิดว่าไม่มีความพยายามในการหาก็จะไม่เกิดขึ้นด้วย
คุณอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี
ได้กล่าวกับผู้เขียนไว้อย่างน่าฟังว่า
“ คนเราเป็น Product
of environment
หรือเป็นส่วนหนึ่งที่สังคมที่เราอยู่หล่อหลอมเราขึ้นมา 30%
เท่านั้นที่มาจากสิ่งที่เราได้มา
|
จากพันธุ์กรรม
แต่ 70%
มาจากการที่เราเรียนรู้จากสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา ” ถ้าเรามีความเชื่อมั่นในตัวเองว่าเรามีความสามารถที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนซ่อนอยู่ เราเองก็จะขยายกรอบความคิดในการสร้างสิ่งแวดล้อมให้ขับพลังที่มีอยู่ในตัวเราออกมาใช้อยู่ตลอดเวลา
เมื่อเรามุ่งมั่นทำสิ่งเหล่านั้นกรอบความคิดของเราก็จะมีการปรับเปลี่ยนและจะขยายความเชื่อมั่นว่าเรามีความสามารถและก็จะหมั่นหาแนวทางในการลิขิตชีวิตของเราโดยไม่ปล่อยตัวเองให้ไปตามกระแสของความผกผันอย่างไร้ทิศทาง
กรอบความคิดในการลิขิตชีวิตตัวเองเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญที่เป็นรากฐานในการเจียระไนพลังในตัวเรา
กระบวนการต่อมาก็คือ
M-
Magnify Self เมื่อเรามีความเชื่อมั่นว่าเรามีความสามารถอยู่ในตัว
กระบวนการต่อมาก็คือ
การค้นหา
|
Copyright reserved
by Kris Ruyaporn, Asia Pacific Innovation Center Co.,ltd.
Article
: อะไรสร้างวุฒิภาวะของผู้นำในการบริหารความผกผันของการเปลี่ยนแปลง
|
ของการพัฒนาการสมองด้านล่างขวา
ไม่ว่าคุณถนัดสมองด้านไหนก็ตามหรือบางคนอาจจะมีความถนัดมากกว่าหนึ่งอย่างแต่คุณต้องเข้าใจพื้นฐานของคุณและนำมันออกมาใช้ให้ได้มากที่สุด
ถ้าสังเกตดูความถนัดเชิงอัจฉริยภาพที่โดดเด่นของผู้นำระดับประเทศแล้วสี่ผู้นำสี่แบบที่ผู้เขียนเองได้รวบรวมไว้ในหนังสือ
“พลังแห่งอัจฉริยภาพ” ก็คือ
ถ้าเป็นผู้นำในการบริหารความสัมพันธ์ที่ทำให้คนเดินตามได้อย่างยอดเยี่ยมคงจะไม่มีใครโดดเด่นกว่ามหาตม คานธี ที่ประสานคนอินเดียนับล้าน ๆ คนที่เดินข้ามทวีปเพื่อปลดแอกจากประเทศอังกฤษ
สำหรับผู้นำที่ใช้วิสัยทัศน์ในการนำประเทศคงไม่มีใครเกิน
ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด ผู้กำหนดวิสัยทัศน์ให้กับประเทศมาเลเซียด้วยวิสัยทัศน์
2020
ในขณะที่
ลี กวน ยู
เป็นผู้นำสิงคโปร์ที่สร้างระเบียบแบบแผนและวางรากฐานให้สิงคโปร์กลายเป็นประเทศที่ไม่เป็นที่สองรองใคร
ผู้เขียนเองเคยทำการวิจัยค้นหาพลังแห่งอัจฉริยภาพของคุณอานันท์
ปันยารชุน ซึ่งจากการวิเคราะห์พบว่าความโดดเด่นของท่านก็คือความสามารถในการมองปัญหาได้อย่างแตกฉานตลอดจนสร้างแนวปฎิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
ผู้นำทั้ง 4
ท่านต่างก็นำเอาพื้นฐานความถนัดเชิงอัจฉริยภาพในตัวท่านมาประสานกับเป้าหมายในการพิชิตซึ่งจะเป็นกระบวนการต่อไปคือ
|
|
"
กรอบความคิดในการลิขิตชีวิตตัวเองเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญที่เป็นรากฐานในการเจียระไนพลังในตัวเรา
" |
I-Innovate
inspiring vision สร้างสรรค์วิสัยทัศน์เป็นกระบวนการสร้างความคมชัดของเป้าหมายที่มีความสัมพันธ์กับความถนัดเชิงอัจฉริยภาพ
สิ่งที่สำคัญก็คือวิสัยทัศน์ที่เราสร้างขึ้นมาจำเป็นที่จะต้องสอดคล้องและสร้างความสนุกที่ทำให้เกิดความหมายและปลุกพลังที่ซ่อนอยู่ภายในให้ออกมาใช้ได้อย่างเต็มรูปแบบ
บางคนมักจะมีความฝันแต่ไม่กล้าทำความฝันให้เป็นความจริงเพราะบางครั้งมิได้ขัดสีฉวีวรรณความฝันนั้นให้ชัดขึ้นและสามารถหาคำตอบได้อย่างชัดเจนว่าทำไมเราถึงฝันถึงมันตลอดจนมันมีความหมายกับชีวิตของเราอย่างไร
เพราะถ้ามันมีความหมายและทำให้เรากัดไม่ปล่อยแล้ว
การเปลี่ยนความฝันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นความจริงก็มักจะเกิดขึ้นและยิ่งสอดคล้องกับความถนัดที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในด้วยแล้วมักยิ่งก่อให้เกิดพลังแฝงในการขับเคลื่อนแบบเเดียวกับพลังของปุยหิมะเมื่อรวมตัวขับเคลื่อนไปข้างหน้าจะแปรสภาพให้กลายเป็นพลังของก้อนน้ำแข็งที่มีพลังถล่มทลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า
ผู้ที่มีพลังอำนาจและบารมีในการนำผู้อื่น มักจะมีพลังที่เกิดจากภายในซึ่งเกิดจากแรงบันดาลใจที่ทำ
|
ให้เขาขับเคลื่อนไปข้างหน้าโดยไม่หวาดหวันต่ออุปสรรคใด
ๆ คำถามที่น่าสนใจก็คือ ตัวเราเองนั้นมีสิ่งที่สร้างพลังขับเคลื่อนที่สามารถขับพลังแห่งอัจฉริยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในให้ไหลบ่าออกมาดุจพลังแห่งสายน้ำหรือไม่
องค์กรชั้นนำทั้งหลายมักจะเลือกบุคคลที่มีพลังของวิสัยทัศน์ที่คมชัดเข้ามาเป็นบุคคลากรที่มีค่าขององค์กร
Microsoft
เป็นองค์กรหนึ่งซึ่งผู้เขียนเองได้เป็นที่ปรึกษาในการปลดปล่อยพลังแห่งอัจฉริยภาพของทีมงาน โดยผู้ก่อตั้ง Microsoft
ประเทศไทย
คือ คุณอาภรณ์ ศรีพิพัฒน์ ได้เล่าว่า “ เขาต้องการทีมงานที่รู้จักและรักงานที่ทำด้วยเป้าหมายและไฟแห่งแรงปรารถนาอันแรงกล้าที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่เขาเห็นว่ามีค่าที่สุดให้เกิดขึ้น
” เมื่อทีมงานมีพื้นฐานของการสร้างสรรค์เหล่านี้จะก่อเกิดให้เกิดพลังในการสร้างกระบวนการตามมานั่นก็คือ
L- Liberate
Intelligence การปลดปล่อยอัจฉริยภาพ เมื่อเรามีความเชื่อมั่น ค้นพบและตั้งเป้าหมายที่มีค่าแล้ว ทักษะในการปลดปล่อยอัจฉริยภาพให้เจิดจรัสอย่างเดียวกับที่นักเจียระไนเพชรทำกับเพชรน้ำงามก็คือ การสร้างทักษะที่สำคัญที่สามารถปลดปล่อยพลังให้ออกมาด้วยวิธีการและกระบวนการที่ทำอย่างที่มืออาชีพทำ
ทักษะเหล่านี้มีความสำคัญมากเพราะถ้าเราสามารถพัฒนาทักษะให้เกิดการปลดปล่อยได้อย่างมืออาชีพ เราก็สามารถนำเอาพลังที่ซ่อนเน้นอยู่ให้ออกมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
|
Copyright reserved
by Kris Ruyaporn, Asia Pacific Innovation Center Co.,ltd.
Article
: อะไรสร้างวุฒิภาวะของผู้นำในการบริหารความผกผันของการเปลี่ยนแปลง
|
ตลอดจนยังสามารถถ่ายผ่องพลังจากคนที่อยู่รอบข้างเพื่อเสริมพลังของเราให้เกิดประโยชน์ในการประสานกันอย่างสูงสุด
ซึ่งทักษะที่สำคัญในการปลดปล่อยอัจฉริยภาพมีอยู่ห้าประการด้วยกันก็คือ
1.
การสร้างพิมพ์เขียวในการพัฒนาภาวะผู้นำ (Leadership blueprint and strategic profile
development)
ถ้าเปรียบเทียบการสร้างบ้านที่ดีนั้นจำเป็นต้องใช้สถาปนิกออกแบบบ้านให้ตรงกับความต้องการของเจ้าของบ้านฉันใด การพัฒนาภาวะผู้นำก็จำเป็นต้องวางพิมพ์เขียวที่ถูกต้องเพื่อให้เกิดความสอดคล้องระหว่างความถนัด
งานที่ทำ และเป้าหมายที่มีพลัง
รวมทั้งค่านิยมที่ทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจที่จะปลดปล่อยเพื่อพัฒนาชีวิตให้โลดแล่นไปข้างหน้าในทิศทางที่ถูกกับบุคคลิกตลอดจนสนุกกับการเดินทางไปข้างหน้า
หลายคนเปรียบเทียบว่าคนเรามีพลังมากกว่ายานอพอลโลที่มีพลังสามารถยกรถได้เป็นหมื่น
ๆ คัน ทักษะในการสร้างพิมพ์เขียวในการปลดปล่อยอัจฉริยภาพก็เปรียบเสมือนการปลดปล่อยพลังที่มีอยู่ภายใน
ให้ขับเคลื่อนชีวิตให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ
2.
การบริหารการเปลี่ยนแปลงที่ผกผัน (Leading and managing
change) เมื่อเรามีทักษะของสถาปนิกที่วางพิมพ์เขียวให้กับการพัฒนาภาวะผู้นำให้กับชีวิตเราเองแล้ว ทักษะต่อมาที่สำคัญก็คือบริหารการเปลี่ยนแปลงที่ผกผันที่เข้ามากระทบการเดินทางในการสร้าง |
พิมพ์เขียวให้กลายเป็นความจริงขึ้นมา
ยิ่งมีสภาวะของการเปลี่ยนแปลงมากเท่าไหร่การที่เราจะเป็นนักบริหารหรือนักทำจำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะในการบริหารการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเท่านั้น
ทักษะนี้เป็นทักษะที่สำคัญทั้งในระดับบุคคลและระดับองค์กรด้วย
เพราะถ้าเราสามารถสร้างการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่เกื้อกูลกันทั้งสองระดับก็ยิ่งสร้างสมดุลย์ในการปลดปล่อยอัจฉริยภาพมากขึ้นเท่านั้น
3. กลยุทธ์การแก้ปัญหาและการตัดสินใจเชิงนวัตกรรม (Innovative problem solving and decision
making)
เป็นทักษะที่สำคัญที่ขาดมิได้ในการสร้างความสามารถในการปลดปล่อยอัจฉริยภาพที่เรามีเพื่อสร้างการประสานให้เกิดพลังที่เราและทีมงานมีให้ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อนำไปแก้ปัญหาที่สำคัญ ตลอดจนสร้างแนวทางในการตัดสินใจด้วยความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม
หลายท่านมีพลังความคิดอยู่อย่างเหลือเฟือแต่มิได้นำมาก่อให้เกิดประโยชน์โดยเฉพาะในการวิเคราะห์ทางเลือกในการตัดสินใจแก้ปัญหาสำคัญ
ๆ ซึ่งจะทำให้เราสามารถปลดปล่อยพลังแห่งอัจฉริยภาพของเราอย่างมีความหมายมากขึ้น
4.
การบริหารอัจฉริยภาพในการประสานความสัมพันธ์ (Relationship innovation and emotional
intelligence)
การปลดปล่อยอัจฉริยภาพต้องการทักษะในการสร้างแนวทางในการประสานพลัง |
กับคนที่อยู่รอบข้างด้วยความสามารถในการบริหารอารมณ์ความรู้สึกเพื่อก่อให้เกิดความสัมพันธ์ในระยะยาว
ยิ่งเรามีทักษะนี้มากเท่าไหร่การประสานพลังเพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น เพราะถ้าเราไม่มีทักษะในการบริหารพลังที่ถูกปลดปล่อยออกมาอาจจะทำให้เกิดการขัดแย้งและบ่อนทำลายความสัมพันธ์ที่ดีในที่สุด
5. การสร้างทีมงานอัจฉริยะ (Hi-trust
Hi-performance team) เป็นทักษะที่จะนำเอาพลังร่วมจากทีมงานเข้ามาสร้างสรรค์ให้เกิดผลงานที่สามารถต่อยอดความคิดและการกระทำให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนสามารถนำความต่างที่มีอยู่ในแต่ละคนมาประสานให้เกิดผลงานร่วมกัน
ทั้งยังผสมผสานจังหวะและความสามารถเพื่อการสร้างการเรียนรู้ในเชิงนวัตกรรม
ทักษะทั้ง 5
จะเป็นตัวที่จะส่งเสริมการปลดปล่อยอัจฉริยภาพให้เรากลายเป็นนักบริหารอัจฉริยภาพมืออาชีพมากขึ้น สุดท้ายในกระบวนการของการเจียระไนก็คือ
E- Enhance
greatness ขยายฐานพลังแห่งอัจฉริยภาพ ในการขยายฐานอัจฉริยภาพของเราสิ่งที่ผู้เขียนเห็นแนวทางที่ผู้ประสบความสำเร็จทั้งหลายทำก็คือ
ช่วยเหลือผู้อื่นให้รู้จักตัวเองและสามารถปลดปล่อยพลังแห่งอัจฉริยภาพมากขึ้น เพราะถ้าเราอยู่ในวงจรที่เกื้อกูลกัน
หรือมีกัลยานิมตรที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็จะทำให้การพัฒนาตัวเราเองสามารถขยายผลและสามารถสะท้อนกลับมาหาเราได้มากขึ้น |
Copyright reserved
by Kris Ruyaporn, Asia Pacific Innovation Center Co.,ltd.
Article
: อะไรสร้างวุฒิภาวะของผู้นำในการบริหารความผกผันของการเปลี่ยนแปลง
|
ถ้าพวกเราทุกคนหันกลับมาดูความสามารถและอัจฉริยภาพที่แท้จริงที่เรามีอยู่ในตัวเองและเลือกบทบาททางเดินที่ต่อยอดสิ่งที่เรามี รวมทั้งช่วยเหลือคนที่อยู่รอบข้างให้เก่งขึ้นตลอดจนสามารถรวมพลังเพื่อก่อให้เกิดความสามารถในการแข่งขันโดยอาศัยกระบวนการ S-M-I-L-E
เราก็สามารถที่สร้างความแข็งแกร่งภายใต้วิกฤตและผกผันให้เป็นความพร้อมเพื่อผจญกับโลกในยุคโลกาภิวัฒน์อย่างแท้จริง |
|
|
Copyright reserved by Kris Ruyaporn,
Asia Pacific Innovation Center Co.,ltd.
Article
: อะไรสร้างวุฒิภาวะของผู้นำในการบริหารความผกผันของการเปลี่ยนแปลง
.jpg)
