กลยุทธ์การสะกิดความเก่งสไตล์ CEO
กลยุทธ์การสะกิดความเก่งสไตล์ CEO คืออะไร
คือ กลยุทธ์การค้นหาความเก่งและความถนัดที่มีอยู่หลากหลายในองค์กร เพื่อสะกิดเอาความเก่งเหล่านั้นออกใช้อย่างนักบริหารมืออาชีพ บนรากฐานของความเข้าใจที่ว่านักบริหารไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิชาการที่รอบรู้ไปเสียทุกเรื่อง แต่นักบริหารต้องรู้ว่ามีความเก่งอะไรหลบซ่อนอยู่ในองค์กรบ้าง ทั้งนี้เพื่อกำหนดแนวทางในการนำความเก่งนั้นๆออกใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กร
หลักการและที่มาของกลยุทธ์การสะกิดความเก่งสไตล์ CEO
กลยุทธ์การสะกิดความเก่งสไตล์ CEO คือ กลยุทธ์การบริหารความเก่งขององค์กร ภายใต้หลักการสะกิดความเก่งด้วยรอยยิ้มแบบไทยๆ ที่เน้นถึงการนำความเก่งที่เป็นธรรมชาติของตนเองและทีมงานออกใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจกับบ่อเกิดของพฤติกรรมที่เป็นอยู่ ภาวะแวดล้อม และ ภาวะเครียดที่เกิดขึ้น ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Thai SMILE หรือ รอยยิ้มแบบไทยๆ ทั้งนี้เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ให้ความสุขและความสำเร็จดำเนินควบคู่กันไป ชีวิตส่วนตัวตลอดจนชีวิตการทำงานที่เต็มไปด้วยความสนุกเกิดจากการได้ทำในสิ่งที่ชอบ การได้ทำในสิ่งที่สนุก และชีวิตส่วนตัวตลอดจนชีวิตการทำงานที่เต็มไปด้วยความเครียดก็เกิดจากการต้องทำในสิ่งที่ขัดกับธรรมชาติของเราเแต่ละคนนั่นเอง คงไม่มีนักบริหารหรือมืออาชีพท่านใดอยากให้ชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานเต็มไปด้วยความเครียดและความทุกข์ เรามาดูหลักการง่ายๆของกระบวนการสะกิดความเก่งด้วยรอยยิ้มแบบไทยๆกันดีกว่า
สมมุติว่าคุณมีสนามหญ้าอยู่หน้าบ้าน แล้วมีคนบอกคุณว่ามีสมบัติมหาศาลซ่อนอยู่ใต้สนามหญ้าหน้าบ้านของคุณ คุณจะทราบได้อย่างไรว่ามีสมบัติที่ว่านี้ซ่อนอยู่จริง ง่ายนิดเดียว คุณก็ต้องลองขุดดูเพื่อพิสูจน์สมมุติฐานที่ตั้งขึ้นนี้ กระบวนการสะกิดความเก่งด้วยรอยยิ้มแบบไทยๆจึงเริ่มต้นที่การค้นหาความเก่งของตัวเองและทีมงานหรือขั้นตอนของตัว S ตัวแรกของคำว่า SMILE ที่มาจากคำว่า Self-awareness เป็นการสร้างความตระหนักในความเป็นตัวตนขององค์กรและทีมงานด้วยการประเมินความสามารถที่มีอยู่ภายใน อย่างไรก็ดีหลายองค์กรต้องประสบกับความล้มเหลวในการประเมินความสามารถที่มีอยู่ในองค์กร เพราะมุ่งประเด็นการประเมินความสามารถไปในเรื่องของทักษะเพียงอย่างเดียว เริ่มจากการเลือกเฟ้นบุคคลากรจากระดับการศึกษา ประสบการณ์ หรือแม้แต่ผลงานจากในอดีต ที่ไม่ได้บ่งบอกถึงความเป็นตัวตนที่แท้จริงของบุคคลเสมอไป และบุคลากรหลายคนยังไม่รู้จักตัวเองด้วยซ้ำ จึงเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้ หลายองค์กรเริ่มหันกลับมาให้ความสนใจกับการสร้างและการเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากร ในรูปแบบใหม่เพื่อนำองค์กรไปสู่วิสัยทัศน์ที่วางไว้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยพิจารณาเส้นทางการพัฒนาทักษะของบุคลากรแต่ละคน ว่ามีทิศทางที่สอดคล้องกับความสามารถพื้นฐานที่มีอยู่ภายในตัวของแต่ละคนมากหรือน้อยเพียงใด ทั้งนี้รวมถึงการเจาะลึกลงไปในการวิเคราะห์ความชอบและความถนัด ที่เป็นเสมือนพลังขับเคลื่อนภายในที่สำคัญ ว่ามีทิศทางสอดคล้องกับความต้องการของทิศทางธุรกิจอย่างไร เพื่อวางแผนการพัฒนาทักษะของแต่ละคนให้สอดคล้องกับความสามารถพื้นฐาน และ ความต้องการเชิงวิสัยทัศน์ขององค์กรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หากแต่การทำความรู้จักกับความถนัดพื้นฐาน ความชอบและอุปนิสัยส่วนตัวของบุคลากรแต่ละคนด้วยการหมั่นสังเกตและหมั่นสื่อสาร เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา หลายองค์กรจึงนำเครื่องมือที่เปรียบเสมือนเครื่องเอ็กซเรย์เข้ามาใช้ เพื่อย่นระยะเวลาในการสร้างจุดเริ่มต้นนี้ Multi-Dimension Intelligence Assessment เป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่อยากแนะนำ ที่เป็นเสมือนเครื่องเอกซเรย์ในราคาที่ไม่แพง Multi-Dimension Intelligence Assessment ถูกพัฒนาขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นดั่งกระจกสะท้อนให้เห็นถึงขีดความสามารถที่ซ่อนอยู่ภายใน ที่แม้เจ้าตัวเองอาจมองไม่เห็นหรืออาจมองข้ามศักยภาพเหล่านั้น ผลจากการวิเคราะห์แสดงให้เห็นถึงความถนัดเชิงอัจฉริยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในตัวของผู้กรอกแบบสอบถาม อุปนิสัยพื้นฐาน ตลอดจนมุมมองในการมองสิ่งต่างๆ รอบๆตัว อาทิ การมองงาน และ ความถนัดที่ต้องการในงาน, ทักษะที่มีอยู่ในตัว และ ความสามารถในการบริหารอารมณ์
ผลที่ได้จากการวิเคราะห์นี้เหมาะที่จะนำไปใช้เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการค้นหาตนเองและทีมงาน ตลอดจนนำผลที่ได้ไปปรับแต่กระบวนการบริหารบุคลากรที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับความเก่ง พรสวรรค์ของบุคลากรแต่ละคน และวิสัยทัศน์ขององค์กร นอกจากนี้ยังสามารถนำผลการวิเคราะห์มาใช้ประกอบการวางแผนพัฒนาบุคลากรในองค์กรได้อย่างเป็นระบบโดยเน้นถึงการปรับแต่งให้ทั้งความถนัดส่วนตัว, ความถนัดที่ต้องการในงาน, ทักษะและอารมณ์สนุกในการทำงานเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน ทั้งนี้เพื่อสร้างเป็นประสิทธิผลสูงสุดให้กับทั้งตนเองและองค์กร ถ้านักบริหารหรือมืออาชีพท่านใดสนใจทำ Multi-Dimension Intelligence Assessment สามารถทำได้โดยติดต่อไปที่ Asia Pacific Innovation Center สถาบันเพื่อการพัฒนาภาวะผู้นำและการพัฒนาองค์กร โทร : 0-2714-4462, 0-2714-2979 ทั้งนี้ทางบริษัทจะคิดค่าบริการในการวิเคราะห์แบบสอบถามด้วย แต่ก็เป็นค่าบริการในอัตราที่ไม่แพงเลย เมื่อแลกกับการได้เห็นภาพตัวตนที่แท้จริงของตนเองและทีมงาน นอกจากนี้บริษัทยังมีบริการเสริมในการจัดสัมมนาเพื่อให้ผู้กรอกแบบสอบถามทั้งทีมได้เข้าใจที่มาและที่ไปของผลการวิเคราะห์ตลอดจนแนะนำกลยุทธ์การบริหารความเก่งของตนเองและทีมงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการสื่อสารอีกด้วย บ่อยครั้งที่ผู้บริหารหรือองค์กรให้รางวัลพนักงานด้วยการพากันออกไปรับประทานอาหารอร่อยๆตามโรงแรมหรือภัตตาคารหรูๆ อยากบอกว่า ถ้ายอมอดอาหารมื้ออร่อยในสถานที่พิเศษๆนี้สักมื้อ แล้วนำเงินค่าอาหารจำนวนนี้มาทำ Multi-Dimension Intelligence Assessment ทุกคนในองค์กรอาจต้องทนกินอาหารอร่อยแบบธรรมดาๆแถวบริษัท เพื่อทดแทนอาหารมื้ออร่อยตามสถานที่เริดหรูที่ขาดหายไป แต่ทุกคนในองค์กรจะได้ภาพสะท้อนของตัวเองที่อธิบายออกมาได้อย่างเป็นระบบ ที่สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการกำหนดแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงความสามารถในการบริหารตัวเองให้ความสุขและความสำเร็จอยู่คู่กันตลอดไป
ขั้นตอนต่อไปก็คือการจัดการกับสมดุลของการดำเนินงานโดยเฉพาะสมดุลทางอารมณ์ในองค์กร ในเมื่อรู้แล้วว่ามีความเก่งและความไม่เก่งอะไรซ่อนอยู่ภายในองค์กร นักบริหารก็ต้องปลดปล่อยความสามารถเหล่านั้นให้เป็น จัดสรรวิถีการดำเนินงานที่เป็นอยู่ในปัจจุบันด้วยกลยุทธ์การ(พยายาม)ลดอัตราการเกิดความเครียดโดยลดปริมาณการต้องใช้ความไม่เก่งของทีมงานในแต่ละวันให้น้อยลง และเพิ่มอัตราความสุขและความสนุกในองค์กรให้มากขึ้นด้วยการหมั่นใช้ความเก่งที่มีอยู่ภายในให้มากขึ้น ขั้นตอนนี้คือขั้นตอนของตัว M ที่มาจาก Manage Emotion หรือการบริหารอารมณ์นั่นเอง
กระบวนการสะกิดความเก่งขั้นตอนต่อไป คือ การกำหนดกระบวนการก้าวกระโดดสู่ความสำเร็จ
Innovate Inspiration หรือก็คือตัว I ของคำว่า
SMILE ขั้นตอนนี้เน้นถึงการสร้างเป้าหมายและการกำหนดเส้นทางสู่ความสำเร็จ (วิสัยทัศน์)
ที่น่าจะเจอะเจอกับอุปสรรคน้อยที่สุด แต่ในทางกลับกัน สร้างความสุข อารมณ์บวก
และให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุด หนทางสู่ความสำเร็จที่น่าจะเจอะเจอกับอุปสรรคและแรงต้านน้อยที่สุด
คือหนทางที่เปิดโอกาสให้องค์กรได้เป็นตัวของตัวเองและได้ใช้ศักยภาพที่เป็นธรรมชาติขององค์กรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
เพราะนอกจากหนทางที่ว่านี้จะสร้างอุปสรรคทางอารมณ์ให้กับบุคลากรในองค์กรน้อยที่สุดแล้ว
ยังเอื้อให้เกิดความสุขและความสนุกระหว่างการเดินทางอีกด้วย
S, M และ I ที่กล่าวมาข้างต้น เป็น 3 ขั้นตอนที่จะช่วยให้ตระหนักถึงธรรมชาติของตนเองและทีมงาน ตลอดจนคุณค่าที่มีอยู่ภายในทีมงานได้อย่างชัดเจนมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอในการสะกิดความเก่งออกใช้อย่างเป็นรูปธรรม บ่อยครั้งที่เราพบว่า นักบริหารหลายคนตระหนักถึงศักยภาพที่มีอยู่ภายในตลอดจนมีเป้าหมายของการสร้างก้าวกระโดดเพื่อไปให้ถึงวิสัยทัศน์ที่วางไว้อย่างชัดเจน แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินงานให้เป็นไปตามฝันได้ คุณทราบหรือไม่ว่าเพราะอะไร
อุปสรรค ความล้มเหลว บทเรียน และ ความไม่ได้ดั่งใจ กลายเป็นสิ่งที่บั่นทอนความฝันของนักบริหารหลายต่อหลายคน บ่อยครั้งที่เราพบว่าสรรพสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเราไม่ได้เป็นไปตามที่เราอยากให้เป็นเสมอไป ขั้นตอนของ S, M และ I อาจช่วยให้เรามองเห็นคุณค่าและยอมรับในตัวเองและทีมงานมากขึ้น แต่เมื่อนำ S, M และ I ออกปฏิบัติ นักบริหารกลับพบแรงต้านมากมายจากบุคคล คู่แข่งและภาวะแวดล้อมรอบๆตัว ไม่ว่าจะเป็นคู่ค้าที่ไม่ได้ดั่งใจ ระบบไม่ได้ดั่งใจ ภาวะแวดล้อมไม่ได้ดั่งใจ สิ่งเหล่านี้ทำให้การสานฝันสู่ความเป็นจริงเกิดขึ้นได้ยาก และเมื่อถึงเวลานั้น ใจก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่า ถ้าเพียงแต่พวกเขาเปลี่ยนแปลงตัวเอง ถ้าเพียงแต่เขายอมที่จะ ถ้าเพียงแต่เราสามารถเนรมิต ฯลฯ ทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้นตัวเองออกจากภาวะเช่นนี้?
Listen with Head and Heart หรือตัว L ของคำว่า SMILE คือ การทำความเข้าใจกับธรรมชาติของสรรพสิ่งที่อยู่รอบๆตัว ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่รอบข้าง ระบบของงาน บรรยากาศของสิ่งแวดล้อมที่เราต้องสัมผัสอยู่ทุกวี่ทุกวัน การพยายามเปลี่ยนแปลงธรรมชาติเป็นการกระทำที่ทั้งเหนื่อย เปลืองเวลา และ เปล่าประโยชน์ หากแต่สิ่งที่เราควรทำ คือ การเคารพ และการยอมรับสภาวะความเป็นจริงของธรรมชาติเหล่านั้น อย่างลืมว่าในภาวะแวดล้อมที่คุณเป็นอยู่นี้ ยังมีอีกหลายมุมที่คุณยังไม่เคยได้สัมผัส และ ยังมีอีกหลายมุมที่คุณไม่เคยได้รับรู้ เปิดโอกาส และให้เวลากับตัวเองได้เรียนรู้และปรับมุมมองของตนเองด้วยการฝึกเป็นนักฟังที่ดี เปิดใจรับมุมมองใหม่ๆหรือภาพใหม่ๆที่ไม่เคยมอง คงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ชีวิตของเราหรือธุรกิจของเราไม่เจอะเจอกับอุปสรรค แรงต้าน หรือแรงเสียดทานในระหว่างการเดินทางสู่เป้าหมาย อย่างไรก็ดี อย่าลืมว่าเราต้องการเน้นถึงการสร้างความสุขให้เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางสู่ความสำเร็จด้วย และความสุขที่เกิดขึ้นน่าจะเกิดจากการบรรจงเลือกสรรภาวะแวดล้อมที่สร้างแรงเสียดทานน้อยที่สุดในการเดินทางสู่ความสำเร็จให้กับทั้งตัวเองและทีมงาน ลองมองภาวะแวดล้อมรอบๆตัวในมุมบวกดูบ้าง แล้วมองหาหนทางนำมุมบวกของภาวะรอบๆตัวมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
จากนั้นก็มาถึงขั้นตอนสุดท้าย อันได้แก่ตัว E ของคำว่า SMILE ที่มาจากคำว่า Enhance Social Skill หมายถึงการอยู่ในภาวะแวดล้อมที่เลือกสรรแล้วอย่างมีความสุข แม้ในความเป็นจริงเรามักพบว่าเราไม่สามารถเลือกทำแต่เฉพาะสิ่งที่สนุกได้ แต่เราก็เลือกที่จะสร้างความสนุกและมีความสุขกับทุกสิ่งที่เราทำได้ เมื่อเลือกทางเดินที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดให้กับตัวเองและทีมงานแล้ว ก็ต้องอยู่กับสิ่งที่เลือกแล้วให้เป็น ไม่ต้องกังวลจนเกินเหตุกับหลายๆสิ่งหลายๆอย่างในอนาคตที่ยังมาไม่ถึงเพราะเราก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นหรือไม่ และถ้าอะไรมันจะเกิดมันก็ต้องเกิดอยู่ดี เราไปหยุด ไปห้ามมันไม่ได้ ทำวันนี้ของเราให้ดีที่สุด เดี๋ยววันนี้ก็จะกลายเป็นอดีตที่ดีที่สุดของเราแต่ละคนไปเอง อย่าลืมว่าวันนี้ของเราแต่ละคนจะไม่มีวันย้อนกลับมาได้อีกเมื่อมันเป็นอดีตไปแล้ว ใช้เวลาในแต่ละวันด้วยความมีสติและอยู่กับปัจจุบันอย่างมีชีวิตชีวาให้สมกับที่ยังมีชีวิตและลมหายใจอยู่ ใช้สติและความเพียรเป็นอาวุธคู่กายในการฟันฝ่าอุปสรรคนาๆ ตลอดจนพลิกอุปสรรคให้เป็นบทเรียน ทุกๆประสบการณ์ไม่ว่าจะดีหรือร้ายที่ผ่านเข้ามาในแต่ละช่วงชีวิตคือโอกาสของการได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ปรับมุมมองของเราด้วยการเปลี่ยนภาวะแวดล้อมรอบๆตัวให้กลายเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ที่เปิดโอกาสให้เราได้พัฒนาตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ให้ทั้งสมองและจิตใจของเราได้แกร่งขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังสนับสนุนให้เกิดเป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าเราจะอยู่ในช่วงใดของชีวิตก็ตาม
หลักการสะกิดความเก่งด้วยรอยยิ้มแบบไทยๆ คือ ข้อคิดที่สนับสนุนให้เราชอบที่จะเป็นตัวของตัวเอง และใช้ศักยภาพที่เป็นธรรมชาติของเรา ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ตลอดจนกล้าที่จะสร้างทางเดินใหม่ๆให้กับชีวิต เพื่อกระตุ้นให้ต่อมสนุกในตัวให้ทำงานได้อย่างเต็มที่
(บทความข้างต้นคัดลอกมาจากหนังสือ สะกิดความเก่งด้วยรอยยิ้มแบบไทยๆ)
แต่งโดย แสงอุษา โลจนานนท์ กฤษณ์ รุยาพร