การบริหารอารมณ์ด้วยรอยยิ้มแบบไทยๆ
(Emotional Intelligence with Thai S-M-I-L-E)
Land of Smile หรือ สยามเมืองยิ้ม นับเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของความเป็นไทยที่ชาวต่างชาติตั้งเป็นชื่อเล่นให้กับประเทศไทยของเรา เป็นความภาคภูมิใจ ที่คนไทยได้สร้างสมมาเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน หากแต่ในปัจจุบันนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าคนไทยเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนทำงานที่มีชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ เมืองแห่งความศิวิไลซ์ ยิ้มเมื่อไหร่กันบ้าง
รอยยิ้มของเราหายไปไหน?
5.00 น. ตื่นนอน
ด้วยความงัวเงีย รีบลุกขึ้นจากเตียงแต่งตัวอย่างรีบเร่งเพื่อไปส่งลูกที่โรงเรียนซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของเมืองถ้าสายอีกนิดรถจะติดอย่างมหากาฬ
6.15 น. ช่วยลูกทำการบ้าน ในที่จอดรถของโรงเรียน และป้อนข้าวไปพร้อมๆกัน
7.00 น. ติวเข้มให้ลูกเพราะต้องการให้เป็น Champion
ที่หนึ่งประจำห้อง
8.30 น. ในฐานะที่เป็นผู้บริหารของบริษัท จำเป็นที่จะต้องทำยอดขายเพิ่ม พร้อมทั้งต้องทำแผน
Lay off ทีมงานที่รับเข้ามากับมือมากกว่าครึ่งของแผนกที่ดูแลอยู่
10.00 น. ไปตามทวงหนี้กับคู่ค้าทางธุรกิจที่เกื้อหนุนเรามาตั้งแต่ตั้งบริษัท
12.00 น. สั่งข้าวกลางวันมาทานคนเดียว ต้องวางฟอร์มในฐานะผู้บริหารระดับสูง ยิ่งสูงยิ่งดูเหมือนไม่มีใครอยากทานข้าวด้วย
13.00 น. ภรรยาโทรมาถามความเห็นว่าจะออกจากงานดีไหมเพราะทางบริษัทให้ Early
retirement package ด้วยผลตอบแทนที่น่าสนใจ
16.15 น. 15 นาทีก่อนเลิกงาน เจ้าของกิจการเดินมาบอกด้วยตนเองว่าบริษัทที่ทำอยู่มีอันต้องปิดลงเนื่องจากมีหนี้
NPL เยอะ เจอ Mid-life crisis เข้ากับตัวเองแล้วหละ!
17.30 น. ไปดูลูกแข่งเทนนิส และ โมโห ที่ลูกไม่ได้เป็น Champion
ช่างไม่ได้อย่างใจเอาเสียเลย ด้วยความเครียดที่ประดังมาทั้งวัน จึงเอ็ดตะโรลูกไปพักใหญ่
20.00 น. หลังทานข้าวเสร็จ นั่งคิดถึงตัวเองพักใหญ่ว่าเราก็เป็นคนที่มี
IQ สูงมาโดยตลอดตอนเรียนระดับมัธยมก็เป็นที่หนึ่งของประเทศไทย แถม จบวิศวโยธาด้วยเกียรตินิยมพ่วงท้ายไหงเรียนเก่งแต่ไม่เฮงเอาซะเลยนะเนี่ย
22.00 น. ก่อนนอนเจอหนังสือที่พูดถึง EQ ว่าถ้าเราใช้
EQ ประสานกับ IQ
ที่เรามีอยู่ จะสามารถทำให้ชีวิตไม่ว่าจะเป็นด้านงาน ชีวิตส่วนตัวและครอบครัวพบกับความสำเร็จอย่างแท้จริงได้
จึงเริ่มต้นตั้งใจอ่านเนื้อความ
ความเครียดที่เราประสบในสังคมยุคโลกาภิวัฒน์เกิดจากการที่เราวิ่งตามกระแสของการเปลี่ยนแปลงที่ ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่มีเวลาได้ตั้งสติ ไม่มีเวลาคิดถึงว่าเรากำลังทำอะไรอยู่และสิ่งที่ทำมันทำให้เรามีความสุขในชีวิตจริงหรือไม่ ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า "Do the right things VS Do the things right" เรากำลังวิ่งตามโจทย์ที่คนอื่นให้มาโดยบ่อยครั้งมิได้คำนึงถึงความเหมาะสม เอกลักษณ์ และความชอบของเราตลอดจนมิได้ตระหนักถึงความสามารถและบารมีที่สะสมอยู่ในตัวเราว่ามีมากน้อยเพียงใด ไม่มีเวลาแม้จะหยุดที่จะมองและชื่นชมความต่างและรับฟังอารมณ์ของความดีใจ ความโกรธ หรือความไม่สมหวังของตัวเองและคนที่อยู่รอบข้างเราอย่างจริงใจและจริงจัง หยุดคิดสักนิด ถามตัวเองด้วยคำถาม 5 คำถาม คือเรามี S-M-I-L-E อยู่ในตัวของเราเองหรือไม่ เพราะทั้งห้าประเด็นของ SMILE เป็นพื้นฐานที่ชาวตะวันตกเรียกว่า EQ (Emotional Intelligence) หรือการบริหารอารมณ์ ซึ่งก็คือ
S - Self awareness รู้จักอารมณ์ของตนเอง
M -.Manage emotion ควบคุมอารมณ์ของตนเอง
I - Innovate inspiration สร้างสรรค์อารมณ์ตนเอง
L - Listen with head and heart เข้าใจอารมณ์ของผู้อื่น
E - Enhance social skill ประสานพลัง
ถ้าเรารู้จักบริหารทั้ง 5 ตัวที่กล่าวมาแล้วนี้ เราจะมีความเท่าทันความต้องการทางอารมณ์ของตัวเราเองตลอดจนสังคมที่อยู่รอบตัวเรา สำหรับรายละเอียดของแต่ละหัวข้อข้างต้นได้แก่
S แรกมาจากคำว่า Self-awareness ซึ่งก็คือพื้นฐานของการรู้จักตัวเอง อาทิ รู้ว่าเราชอบ ไม่ชอบ เราเก่ง ไม่เก่ง และ/หรือ เราเกลียดอะไร ปกติเมื่อเรามีสติกำกับการกระทำต่างๆ เราสามารถที่จะเลือกทำสิ่งที่อยู่ภายใต้ความสามารถและทำได้อย่างมีความสุขรวมทั้งถ้าคนที่อยู่รอบๆตัวเรารู้จักตัวของเขาเองและมีวุฒิภาวะในการตัดสินใจ เราก็จะห้อมล้อมด้วยผู้คนที่มีความเป็นผู้ใหญ่ ที่รู้เท่าทันตัวเองและฉลาดในการหาทางเลือกที่จะทำให้เส้นทางชีวิตเต็มไปด้วยความสุข
M มาจากคำว่า Manage emotion เมื่อเรามีพื้นฐานที่ดีจาก Self-awareness การจัดการกับอารมณ์ตัวเองก็จะง่ายขึ้น เพราะสามารถสร้างมาตรวัดอารมณ์ตัวเองว่าตอนนี้เราเป็นอย่างไร เครียดหรือไม่ ทำในสิ่งที่ไม่ชอบหรือไม่ ทำสิ่งที่ใหญ่เกินตัวหรือเปล่า หรือเรากำลังยืนอยู่ในมุมอับที่มีอัตราความเสี่ยงสูงต่อการเกิดการระเบิดทางอารมณ์ เรากำลังเครียดกับคำว่าไม่ได้ดั่งใจหรือเปล่า หรือเราหยุดที่จะคิดถึงอารมณ์ของเราและหาทางเลือกในการตอบสนองอารมณ์ที่หลากหลายด้วยความคิดสร้างสรรค์มากน้อยแค่ไหน
I มาจากคำว่า Innovate inspiration คือการ สร้างสรรค์อารมณ์บวกให้กับตัวเอง ด้วยการสร้างศรัทธาตลอดจนสร้างเป้าหมายในชีวิตพร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญากับตัวเอง ว่าจะก้าวเดินไปในทางเลือกที่มีค่า ที่ถูกทำนองคลองธรรม สร้างความหมายของการเดินทางและเปลี่ยนอุปสรรคทางอารมณ์ให้กลายเป็นพลังบวกที่จะสร้างทั้งพลังกายและใจ เพื่อผ่านขวากหนามที่ขวางกั้น เจ้าของกิจการหลายคนที่มีภาพของความสำเร็จอยู่ในใจ มักจะมีพลังที่อยู่ในตัวที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Creative tension นั่นก็คือความเครียดที่สร้างสรรค์ เป็นพลังแห่งการต่อสู้และสร้างสรรค์ ก่อให้เกิดความเพียรเพื่อสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้น และสามารถเปลี่ยนความท้อแท้หดหู่ให้เป็นพลังแห่งความศรัทธาและกำลังใจ
ทั้งสามตัวแรกของคำว่า S-M-I-L-E นี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างรอยยิ้มให้เกิดขึ้นจากภายในตัวของเราเอง แต่อีกสองตัวหลังนั้นจะเป็นความเอื้ออาทร การพินิจพิเคราะห์ความพึงพอใจของผู้อื่น และทักษะในการอยู่ร่วมกับสังคมอย่างเกื้อกูล การมีรอยยิ้มที่เกิดขึ้นจากภายใน ประกอบกับรอยยิ้มที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมภายนอกรอบๆตัวเรา จะก่อให้เกิดความสามารถในการบริหารอารมณ์อย่างแท้จริง อีกสองตัวต่อมานี้ได้แก่
L ซึ่งมาจากคำว่า Listen with head and heart คนไทยเราในอดีตนิยมใช้ "ใจ"ในการรับฟัง ถ้าเราสังเกตคำไทยในพจนานุกรม จะมีมากถึง 66 คำที่พูดถึงเกี่ยวกับ "ใจ" อย่างเดียว หลายคำไม่มีในภาษาอังกฤษ เช่นคำว่า เกรงใจ น้อยใจ ปวดใจ หรือ ตรอมใจ เป็นต้น ครั้นเมื่อเราเอาสมองมากำกับใจ ทำให้เราฟังแต่เนื้อหาแต่ไม่ได้ฟังอากัปกริยาท่าทางของคนที่อยู่ล้อมรอบเรา ยิ่งถ้าเป็นคนที่พูดหรือคิดและกระทำต่างจากเรา การปฏิสัมพันธ์นี้ ก็จะลงท้ายด้วยคำว่า "ไม่ได้ดั่งใจ" Listen with head and heart คือการใช้ใจฟังใจ ใช้ใจในการรับฟังความรู้สึกของผู้อื่น กอปรกับใช้หูฟังคำพูด และใช้ตา ฟังลักษณะท่าทางประกอบการสื่อสาร ทั้งนี้เพื่อเข้าถึงความรู้สึกที่แท้จริงของคู่สนทนา
E มาจากคำว่า Enhance social skill ซึ่งก็คือการประสานสัมพันธ์ เพื่อสร้างสังคมที่เกื้อกูล ความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพที่ดี เป็นน้ำจิ้มที่สำคัญของสังคมที่เกื้อกูล ถ้าเรารู้จักตัวเราเอง กอปรกับมีความสามารถในการจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ด้วยเป้าหมายที่เราศรัทธา เราย่อมสามารถที่จะขับเคลื่อนตัวเราได้เอง แต่การที่จะอยู่กับผู้อื่นอย่างมีความสุขที่แท้จริงจะต้องพร้อมที่จะเข้าใจความคิดและจิตใจของผู้อื่นว่าเขาต้องการอะไร ความสามารถในการสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์ที่จริงใจจะทำให้เราและสังคมที่เราอยมีความเกื้อกูลกัน ปกติแล้วจะพบว่า เราและคนที่อยู่รอบข้างมีความแตกต่างไม่มากก็น้อย แต่ถ้าสามารถประสานความต่างให้เกิดเป็นพลังร่วมได้ เราก็จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยทั่วไปพบว่ายิ่งบุคคลมี IQ สูงเท่าไหร่ความคิดที่แตกต่างก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้ามีความสามารถในการประสานความต่างให้เกิดเป็น พลังร่วม ก็จะทำให้เรามีพลังร่วมที่แต่ละคนเป็นตัวของ ตัวเองและมีความสำเร็จเกิดขึ้นกันอย่างถ้วนหน้าด้วย หัวใจที่พองโต สังเกตดูว่าผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จทั้งในชีวิตการทำงานและครอบครัว มักจะใช้ทั้ง IQ ผสมผสานกับรอยยิ้มของ EQ ในการใช้ชีวิตที่เลือกทางเดินที่มีคุณค่าและทำให้การเดินทางนั้นมีความหมายพร้อมด้วยคนรอบข้างที่มีความสุขทางอารมณ์
การรู้จักบริหารอารมณ์ด้วยรอยยิ้มแบบไทยๆ หรือหลักการของ S-M-I-L-E ที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้เปรียบเสมือนการนำรอยยิ้มของความเป็นไทยที่มีอยู่แต่ดั้งเดิม กลับมาสู่ตัวเราอีกครั้ง ตลอดจนกลับมาสู่สังคมไทยของเรา เพื่อสร้างบรรยากาศของการเกื้อกูลที่ขาดหายไปให้เกิดขึ้นในสังคม