จากลูกจ้างบริษัทข้ามชาติ  สู่เถ้าแก่ธุรกิจสร้างผู้นำ

กฤษณ์  รุยาพร
เปิดแนวรบใหม่ ...รับโลกาภิวัตน์

ท่ามกลางกระแสข้อมูลข่าวสารที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โลกที่นับวันจะไร้พรมแดนมากขึ้นผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์และก้าวทันเท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จได้
         
คุณ กฤษณ์ รุยาพร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอเชียแปซิฟิค อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ เล็งเห็นถึงความสำคัญในจุดนี้จึงก่อตั้งบริษัทเอเชียแปซิฟิค อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ ขึ้นเพื่อช่วยพัฒนาความเป็นผู้นำให้กับผู้บริหารองค์กรธุรกิจในหลายๆระดับ และดูเหมือนว่าธุรกิจนี้จะมีแนวโน้มที่ค่อนข้างสดใสภายใต้ภาวะขาดแคลนความเป็นผู้นำเช่นปัจจุบัน
          ก่อนตัดสินใจลงทุนตั้งบริษัทเองนั้น คุณกฤษณ์เป็นผู้จัดการดูแลธุรกิจที่ปรึกษาและผู้จัดการด้านพัฒนาทักษะของบริษัท ไอบีเอ็ม ทั้งในประเทศและเอเชียอาคเนย์ ตลอด 12 ปี ที่ทำงานอยู่ที่นั่นเป็น แรงบันดาลใจ ให้คุณกฤษณ์หันมาลงทุนธุรกิจด้านนี้เอง

"ตลอดเวลา 12 ปี ได้ทุ่มเวลาให้กับการช่วยเหลือลูกค้าทั้งเล็กและใหญ่ของไอบีเอ็มในเอเชียอาคเนย์ในการการสร้างภาวะผู้นำ ตลอดจนค้นหาอัจฉริยภาพในการบริหาร การสร้างนักขายและบริการมืออาชีพ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ทั้งในภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง ทำให้เห็นโอกาสทางธุรกิจว่าทุกครั้งที่ช่วยลูกค้าของไอบีเอ็ม ให้สามารถสร้างทางเดินของตัวเองได้ จะรู้สึกว่าเหมือนได้ช่วยเหลือคนอื่นให้ได้พบตัวเอง"
          อย่างไรก็ดี ลักษณะการทำงานที่ ไอบีเอ็ม จะทำงานเป็นหน่วยงานในการขาย คือ นำเอาเทคโนโลยีทางการศึกษามาช่วยผู้บริหารวางแผนงานในอนาคต แต่ไม่ได้เป็นจุดหลักขององค์การ เป็นเพียงหน่วยเสริมเท่านั้น ขณะที่บริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่นี้สามารถทำงาน"เป็นชิ้นเป็นอัน" โดยตรงได้
          คุณกฤษณ์เล่าว่าตนได้มองถึงสังคมไทยที่จะก้าวสู่

ยุคโลกาภิวัฒน์ว่า "สังคมบ้านเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีนักคิดที่สามรถนำคนอื่นได้มากนัก ส่วนใหญ่คนไทยมักจะเป็นผู้ตามที่ดีและการที่ประเทศไทยจะพัฒนาไปสู่ จุดนั้นจำเป็นต้องสร้างพื้นฐานของคนให้มีแนวความคิดของตนเองให้ได้โดยคุณอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ได้เคยแนะนำผมว่า ผู้นำควรสร้างคุณสมบัติและหลักการส่วนตัวมาให้ได้ จะนำหลักการของคนอื่นมาใช้ทั้ง 100% ไม่ได้"
          ทั้งนี้การนำ "แนวคิดใหม่ที่ดี" จากต่างประเทศ เข้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรมของคนไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพและประสิทธิผลของความเป็นมืออาชีพ ทำให้การทำธุรกิจนี้ได้รับความยอมรับมากขึ้น อย่างไรก็ตามการนำเอาแนวความคิด "พัฒนาบุคลากรในรูปแบบใหม่" เข้ามาใช่ว่าจะไม่เกิดปัญหาเลย
          "เราต้องพยายามสร้างแนวความคิดให้คนยอมรับว่า ภาวะผู้นำสามารถพัฒนาขึ้นได้ ซึ่งแนวคิดใหม่นี้ขัดกับความคิดเก่าๆที่ว่าภาวะผู้นำไม่สามารถพัฒนาขึ้นได้ เพราะถือว่าเป็นเรื่องพรสวรรค์ของมนุษย์มากกว่าพรแสวงซึ่งเราต้องพยายามทำความเข้าใจใหม่ให้เห็นว่าจริงๆแล้ว ทุกคนมีพื้นฐานที่ดี อยู่ที่ว่าเราสามารถให้โอกาสปลดปล่อยแนวความคิดตรงนั้นออกมาได้มากน้อยเพียงใด"

17 กุมภาพันธ์ 2540

"เราต้องพยายามสร้างแนวคิดให้คนยอมรับว่าภาวะผู้นำสามารถพัฒนาขึ้นได้ ซึ่งแนวคิดใหม่นี้ขัดกับความคิดเก่าๆที่ว่าภาวะผู้นำไม่สามารถพัฒนาขึ้นได้ เพราะถือว่าเป็นเรื่องของพรสวรรค์ของมนุษย์มากกว่าพรแสวง ซึ่งเราต้องพยายามทำความเข้าใจใหม่ให้เห็นว่าจริงๆ แล้วทุกคนมีพื้นฐานที่ดี อยู่ที่ว่าเราสามารถให้โอกาสปลดปล่อยแนวความคิดตรงนั้นออกมาได้มากน้อยเพียงใด"

"ผมมองว่าการเป็นเถ้าแก่ค่อนข้างจะมีความเป็นอิสระมากกว่า เราสามารถทำตามแนวคิดของเราเองเป็นตัวของตัวเอง และสามารถตัดสินใจเลือกทางที่เราจะช่วยเหลือสังคมได้ดีกว่า เพราะถ้าเราต้องทำงานอยู่ในองค์กรก็ยังต้องมีกฎเกณฑ์และมีข้อจำกัดในเรื่องของทางเลือพอสมควร ปัจจุบันนี้ผมคิดว่าผมอยู่ตรงนี้สามารถช่วยเหลือสังคมได้มากกว่าด้วย"
          ถ้าจะถามกันถึงผลตอบแทนที่ได้รับ คือ "สิ่งที่ทำและคุณค่าขององค์กร" ที่จะให้กับลูกค้ามีมากเพียงใด คุณกฤษณ์กล่าวว่า

คุณกฤษณ์เล่าว่า ในระยะแรกบริษัทมี "อุปสรรค" บ้าง ในเรื่อง "การสร้างฐาน" ของลูกค้าและ "การสร้างแนว" ในการผสมผสานทฤษฎี หรือ เทคโนโลยีสมัยใหม่ของตะวันตกเข้ากับรูปแบบวัฒนธรรมของประเทศไทย ซึ่งปัญหาและอุปสรรคตรงนี้ทำให้คุณกฤษณ์ต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า "ชอบที่จะทำที่จุดไหน" และในที่สุดก็บอกตัวเองว่า "ปัญหามีอยู่ตลอดเวลา แต่จะทำอย่างไร จึงจะมองปัญหาเป็นจุดเล็ก แล้วมองโอกาสเป็นจุดใหญ่"

เจ้าของบริษัทผู้บุกเบิกวงการพัฒนาภาวะผู้นำรายนี้ บอกว่า ก่อนที่ตัดสินใจลุยตั้งบริษัทของตนเองได้มองดูพื้นฐานทางด้านอัจฉริยภาพของตนเองก็พบว่าตัวเองมีบุคลิกภาพของการเป็น เถ้าแก่ มากกว่าผู้บริหารในองค์กรใหญ่ ขณะที่บางคนอาจจะชอบไต่เต้าไปในองค์กรใหญ่ เพื่อที่จะขึ้นไปตามบันไดของมืออาชีพแต่เขาเห็นต่างออกไป

17 กุมภาพันธ์ 2540

ถ้าผลลัพธ์ที่ดีหมายถึงมีรายได้มาก ๆ ในระยะเวลาสั้น ๆ บริษัทก็คงไม่บรรลุเป้าหมายแต่หากผลลัพธ์อยู่ที่ "โอกาส" ของบริษัทในระยะยาว คุณกฤษณ์ก็เชื่อว่าบริษัทของเขาไปถึงได้ไม่ยาก
          คุณกฤษณ์เปรียบเปรยว่า เหมือนกับเราขายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างหนึ่ง สิ่งที่น่าสนใจ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นทางอ้อม โดยลูกค้าจะเป็นผู้บอกต่อว่าสิ่งที่ได้รับ คือ สิ่งที่ดีหรือไม่ ผู้ขายจะต้องมองทั้งระยะสั้นและระยะยาว จะหวังแต่เพียงผลตอบแทนทางธุรกิจจำนวนมากๆหรือเล็งแค่ผล

ระยะสั้นไม่ได้ เพราะหากทำเช่นนั้นในระยะยาวก็จะอยู่ไม่ได้
          แปซิฟิค อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ เปิดดำเนินการมา 3 ปีเศษ ปัจจุบันมีลูกค้าซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของไทยหลายบริษัท เช่นบริษัทไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย),บริษัทเซลล์ (ประเทศไทย),บริษัทปูนซิเมนต์ไทย,การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เครือเจริญโภคภัณฑ์ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เป็นต้น
          "คุณค่าของการให้อยู่ที่คนรับ ถ้าเขาได้รับของดี ก็จะบอกต่อว่าของที่เราขายเป็นของดี เท่ากับเรา

ไม่ต้องมีต้นทุนการตลาดมากนัก ทำให้สามารถสร้างฐานลูกค้าได้ไกล"
          นับว่าเป็นการเปิดก้าวใหม่ของวงการธุรกิจบ้านเราสำหรับธุรกิจรูปแบบใหม่นี้
          ความเป็น "เถ้าแก่" บวกกับหลักแนวคิดสมัยใหม่ที่ผสมผสานแนวคิดตะวันตกกับสิ่งดีงามของบ้านเราน่าจะก่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆที่จะช่วยพัฒนาให้ผู้นำธุรกิจของไทย ฝ่ากระแสโลกาภิวัตน์ไปได้

17 กุมภาพันธ์ 2540